กลับไปยังรายบอร์ด

...กรรมกำหนด..! หรือ..ใคร..กำหนด...

คนส่วนใหญ่..แม้จะร่าเริง..แจ่มใส..ในหมู่ญาติ และเพื่อนฝูง..
แต่ใครเล่าจะทราบว่า " ภายในส่วนลึกแห่งหัวใจ..เขาจะว้าหว่  และเงียบเหงาสักปานใด "..

   ความทุกข์ทั้งมวล..มีรากฐานจาก  ตัณหา..อุปทาน( ความยึดติด )..ความทะยานอยาก..
ทำให้คนเราต้องหมกมุ่น..วุ่นวาย..และเหน็ดเหนี่อย..

" กิน..กาม..เกียรตื์.."

- บริโภค..จะต้องกินให้สมเกียรตื์..กินอย่างมีเกียรติ์..
- ยุ..กามให้กำเริบ.. ทุกอย่างที่มนุษย์ปุถุชนทำกันอยู่  ทั้งคนเราจะรักกัน..โกรธกัน..เกลียดกัน..
   อิจฉาริษยากัน..ฆ่าฟันกัน  ก็จะต้องมีมูลเหตุมาจากกามารมณ์ทั้งสิ้น..
- ลาภ..ยศ..ทำให้อยู่ภายใต้เครื่องจองจำ..การแสวงหา..แก่งแย่งชิงดี..

- ความทุกข์..เป็นความจริงประการหนึ่ง...ที่ทุกชีวิตต้องประสบไม่มากก็น้อย...
- ความพ่ายแพ้..ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในปัจจุบัน  และในอนาคต..
   ต้องแยกแยะ..ต้องจัดลำดับ.. " สิ่งที่ถูกต้อง  หรือไม่ถูกต้อง.."..

   " ต้นไม้ที่มีรากแข็งแรงมั่นคง  แม้จะถูกตัด..ก็สามารถแตกขึ้นใหม่ได้อีก.."

เพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ ..

   เพราะแต่เดิมการแสวงหาความสุข..ได้โดยการปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ปรารถนา..
มาหาความสุขที่แท้จริง  คือ..ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว..ปลอดโปร่ง..แจ่มใสเบิกบาน..ว่างจากความยึดถือ
เพื่อให้ชีวิตมีความสุข..ความสงบ..เยือกเย็น  ปราศจากความเร่าร้อน..กระวนกระวาย..
มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอน " อัตตานุทิฏฐิ " คือ..ความยึดมั่น..ถือมั่นในตัวเอง..
ต้องปล่อยวาง  และสำรวมตนอยู่ในธรรมตลอดเวลา
โดยใช้ " ศีล "   เป็นพื้นฐานของจิตใจให้เกิด " สมาธิ " คือ ..ความสงบแห่งจิต..
ก่อให้เกิด " ปัญญา " ในการกำจัด.." อาสวะกิเลส " ให้เบาบาง  และหมดสิ้นไป..

" จงตั้งใจ..ใช้ความเพียร  ปฏิบัติด้วยตัวเอง..
   เพื่อให้เกิดทรรศนะอันบริสุทธิ์..ได้พบความสุขที่แท้จริง..
   และดำเนินชีวิตด้วยตวามสุขสดชื่น..สมหวัง..ไร้อุปสรรค..ไร้ปัญหาตลอดอายุขัยนี้.."
ไปต่อ..ไม่เป็น..เพราะอะไร ?..
อยู่ที่ใจ..หรือ..ใคร " กำหนด "...
พ่อวิทย์แปลกๆ นะค่ะ
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
คิดดี ทำดี จิตใจดี
ตอบกลับ 5# jumbo


    มาเปิดยามดึก น้ำลายสอเลยค่ะ ฮ่าๆๆ
พี่เราเป็นไรไปล่ะครับ
สน
แต่ก่อนเมื่อเราเขลา..เรามักถูกเปรียบเปรยว่า..เรานั้นไม่รู้เหมือน " กบในกะลา "..
เมื่อเวลาผ่านไป..หลายคนเป็นกบที่สามารถ " ถีบจนกะลาหงายขึ้นมาแล้ว.."
เรามิใช่..กบในกะลาอีกต่อไป..

" กบน้อยนอกกะลา "..
      สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะลืมไปก็คือ..เมื่อเราถีบจนหงายกะลาได้แล้ว  เราอยู่ตรงไหน ?..
                                    หลายคนยังนั่งอยู่ในกะลาที่หงายอยู่..นั่งสบายไขว่ห้าง
                                         เพราะคิดว่า..ตัวเองนั้นได้ออกมานอกกะลาแล้ว..

                                     หลายคน..ไม่รู้ตัวเองว่า..นั่งอยู่ในกะลาที่ลอยน้ำอยู่
               กระแสน้ำไหลพากะลาใบน้อยนั้นไปตามยถากรรม..ไร้ทิศทาง..ไร้จุดหมาย
      กบในกะลา  ย่อมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ? รู้เพียงว่า..ชีวิตนั้นลอยไปข้างหน้า

   กระแสน้ำ..กระแสสังคม..กระแสแห่งความไม่แน่นอน  จะพากะลานั้นไปตามยถากรรม
      อาจนำพากะลาใบน้อย  ให้ไปติดอยู่ริมตลิ่ง..เข้าสู่วังน้ำวน..หรือกำลังตกเหวลึกอยู่
     หากกบน้อยตัวนั้น " ไม่รู้ตัว " หรือยังหลงระเริงอยู่ในกะลาใบน้อย..ย่อมไม่รู้อนาคต

   หากกบน้อยนั้น " รู้ตัว " กบน้อยจะต้องพยายามทำอะไร ? สักอย่าง หรือหลายอย่าง
                            เพื่อจะพาตัวเอง  ออกจากกะลาที่ลอยน้ำอย่างไร้จุดหมายนั้น
                                        และวันหนึ่ง..กบน้อยจะถึงจุดหมายตามปรารถนา
อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตเรา  ก็คือ..

" เราไม่รู้ว่า..เราไม่รู้อะไร ? "..

คำถาม..สามารถมีคำตอบได้หลากหลาย..

ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า " คำถามใด  เป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุด.."..
และทุกคำตอบ..ก็ไม่มีคำตอบใดที่ผิดทั้งหมด..

คำถามที่ 1.- ในทัศนะของท่าน " ความคิดมีพลังอย่างไร ? "

คำตอบ.    - ความคิด..เป็นสิ่งที่มีพลังอยู่แล้ว..
               เพราะ ถ้าไม่มีความคิด..บางคนเรียกว่า " เพ้อ " ..
               สิ่งที่ต้องระวังในพลังความคิดก็คือ
             " การเข้าใจในพลังความคิดของผู้อื่น..และต้องมีความยั้งคิดของตัวเอง "..
               เพราะหากเราขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป " สังคมก็จะไม่น่าอยู่ "
               และเมื่อสังคมไม่น่าอยู่  พลังความคิดจะเรียวเล็กลง..
   เมื่อพลังความคิดเล็กเรียวลง ทั้งเรา และสังคมของเราก็จะเข้าสู่การ " เพ้อ " ไปเรื่อย ๆ

คำถามที่ 2.- สิ่งที่เป็นเบ้าหลอม หรือมีผลต่อ " ความคิด " ของท่านคืออะไร ?..

คำตอบ     - " ความคิด "  ก็เหมือนกับอาหารที่หลากหลายทั้ง " ไข่เจียว " , " ยำยอดมะพร้าว " ,   
               " ปลาหมึกผัดไข่เค็ม " , " ต้มยำซี่โครงหมูอ่อน " , " ส้มตำไทย " ฯลฯ
                ที่ต้องมีส่วนผสม และอุปกรณ์ทั้งหลาย  ประกอบกันในเวลาที่เหมาะสม
                ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือ " เราเริ่มลงมือทำอาหาร " แล้วหรือไม่ ?
                ทำจนชำนาญแล้วหรือยัง ?..
   สำคัญที่สุดคือ..เข้าใจใน " รสนิยม " ของตนเอง และผู้ทานอาหารนั้นหรือเปล่า..นั่นเอง..
กฏแห่งกรรม..

  การแพทย์..ในทิเบต..
จัดโรคกรรม  เป็น 1 ใน 4 ของโรคที่บังเกิดขึ้นในมนุษย์..คือ..
1. โรคที่เกิดจากประพฤติ..บกพร่อง..
2. โรคที่เกิดจากเชื้อโรค..
3. โรคที่เกิดจากอดีต..กรรมในภพก่อน..
4. โรคจากจิตวิญญาณ  และคุณไสย..

   โรคบางอย่าง..รักษา..ไม่หาย..
ไปกี่หมอก็..หาสาเหตุ..ไม่เจอ..
เกิดจาก..บางสิ่งที่เรามองไม่เห็น..
นั่นคือ " อำนาจกรรม "..
ซึ่งต้องรักษาด้วย.." พลังบุญ "..
กลับไปยังรายบอร์ด