สมาชิกล่าสุดที่อ่านหัวข้อนี้

กลับไปยังรายบอร์ด

ปฏิจจสมุปบาทธรรม รัชกาลที่ 4

ปฏิจจสมุปบาท

ความสําคัญของปฏิจจสมุปบาท
        ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมกระบวนการธรรมชาติของจิต อันกล่าวถึงกระบวนการของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์และกระบวนการของจิตในการดับไปของทุกข์,  ท่านได้จําแนกออกเป็น
      แบบอนุโลม หรือสมุทยวาร-กระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์
      แบบปฏิโลม หรือนิโรธวาร-กระบวนการดับไปแห่งทุกข์
      องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและบัญญัติเปิดเผยเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก เป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้อันเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้, และได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทภายหลังตรัสรู้ในขณะเสวยวิมุตติสุขในตลอด ๗ วันแรก จนบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัยเปล่ง พุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ คราในขณะนั้น, จึงบังเกิดเป็น "พุทธอุทานคาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งนั้นทรงแสดงถึงความปิติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนการจิตของการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)และนําไปปฏิบัติให้จางคลายจากทุกข์หรือดับทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน
        ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ"  อันหมายถึงธรรมหรือธรรมชาติหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้น,  อันเป็นสภาวะธรรมหรือกฏธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนตายตัว, ความทุกข์นั้นก็ล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน ประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่บังเกิดแก่ใจขึ้นได้
        ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย" อันหมายถึงการที่ท่านได้ทรงค้นพบว่าเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์  ดังนั้นถ้ากําจัดหรือดับปัจจัยบางสิ่งหรือบางประการเสียได้  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่เกิดแก่ใจได้ อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง
     
ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น  ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งล้วนแต่ยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้  อันจักยังให้จิตหรือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่ที่ให้ความสว่างเจิดจ้าและความอบอุ่นแก่โลกนี้
        ปฏิจจสมุปบาทเป็นการกล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์,  มีปัจจัยใดๆบ้างเป็นเหตุเป็นผลกัน  เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต,กําลังสติและปัญญาของผู้ปฏิบัติ  อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์ได้ ประดุจดั่งท่านดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมจักต้องค่อยๆมอดดับลงไปในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมารยาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาทุกกาลสมัย  จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้เผยความลับของธรรมชาตินี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติที่ต้องการดับทุกข์ ในทุกฐานะเพศไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา ความมุ่งมั่น ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ จนถึงดับสนิทแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น
(ธรรมบท ๒๕/๔๓)
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  ความทุกข์นั้นเป็น"ปฏิจจสมุปบันธรรม"อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกันเป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง  ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น,เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือเคลื่อนช้าลง
        เราสามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น เมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม
และเป็นแก่นธรรมอันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพุทธดํารัส.
 
ปฏิจจสมุปบาท
ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์
และดับทุกข์
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด
จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา
เมื่อเหตุแห่งทุกข์มาเยือนก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
คติธรรม

จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา
เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์
ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา
เป็นทุกข์อุปาทาน
สติเห็นเวทนาหรือจิตสังขาร
เป็นมรรคปฏิบัติ
ผลของสติเห็นเวทนาหรือจิตสังขาร
เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์

(พนมพร คูภิรมย์)
คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา อันมี

ปฏิจจสมุปบาท
เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา  หรือ  เกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยากไปปรุงแต่งเวทนานั่นเอง(อ่านรายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)
อริยสัจ
อันมี ทุกข์   สมุทัย   นิโรธ   มรรค
สติปัฏฐาน๔
ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันมี
สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นเวทนาในเวทนา), อันคือมีสติรู้เท่าทันในเวทนา
สติเห็นจิตสังขาร(คิด) หรือ จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นจิตในจิต) อันคือสติรู้เท่าทันจิตสังขาร(ความคิด ความนึก)
สติเห็นธรรม หรือ ธรรมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นธรรมในธรรม) สติเห็นธรรมเพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เตือนสติ
แล้วเป็นกลางวางเฉย(อุเบกขา)โดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในด้านดีหรือด้านร้าย อันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
พระไตรลักษณ์
        สิ่งทั้งหลายทั้งปวง(สังขาร)เป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ) ล้วนดั่งต้อง เป็นเช่นนี้เอง
อันคือ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง,
       เพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย  อันต้องอาศัยปัจจัยหลายๆปัจจัยมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
ดูประหนึ่งสิ่งๆเดียว, แต่มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง
       จึงล้วน "อนิจจัง" ไม่เที่ยง  มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาการธรรมดา,
ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา
       จึงล้วน"ทุกขัง"คงทนอยู่ไม่ได้ จึงต้องเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา และดับไปในที่สุด
       จึงล้วนเป็น"อนัตตา"ไม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรแท้จริงได้ตลอดไป (ถึงแม้ว่าในขณะนี้ ท่านจะมีตัวมีตนอยู่) เพราะล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยอันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะหนึ่ง ดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ),  และเมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย
       แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่หลงยึดมั่นถือมั่นตามความพึงพอใจ ก็ต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน
       เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง จึงจักเป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตน เพราะบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้นั่นเอง ล้วนเป็นไปตามสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)

นี่คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์
ควรหมั่นพิจารณา(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) เพี่อให้เกิดปัญญาญาณว่า
สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของเรา
ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน, แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์ ที่ไม่สามารถคงอยู่เช่นนั้นได้ตลอดไปอย่างถาวร
จึงเป็นทุกข์ถ้าไปอยากหรือไปยึดด้วยตัณหาหรืออุปาทาน
(พนมพร คูภิรมย์)
 
ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบคลิกที่นี่

 
ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร คลิกที่นี่ 

(ควรมีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทพอสมควร เพราะใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เข้าอธิบายรายละเอียด เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึก)
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แก่นธรรม

ทุกข์ของขันธ์๕ทั้งใจและกาย(เวทนา) อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)
ยังคงมีอยู่  แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์

กล่าวคือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้
 
จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "อุปาทานทุกข์"นี้นั่นเอง
เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ปฏิจจสมุปบาท ๔๖
        เนื่องจากมีผู้บ่นกับผู้เขียนเป็นจํานวนมากเกี่ยวกับภาษาบาลี ความจริงแล้วผู้เขียนไม่รู้ภาษาบาลีมาก่อนเช่นกันจนมาศึกษาพิจารณาปฏิจจสมุปบาทนี้ จึงเข้าใจความรู้สึกนั้นดีจึงได้พยายามแปลทุกบาลีสอดแทรกไว้ตลอดเพื่อให้ท่านได้เข้าใจกระจ่างขึ้น แต่เนื่องจากภาษาของเรานั้น ดีดดิ้นแปลได้หลายความหมายจริงๆ  และเหตุสําคัญที่สุดคือต้องการเทิดพระเกียรติ์ขององค์พระศาสดาว่าเป็นธรรมที่ท่านได้ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และสิ่งสําคัญอีกประการคือปฏิจจสมุปบาทนั้นกินใจความที่ลึกซึ้งกว้างใหญ่ไพศาลนัก เมื่อเกิดความเข้าใจหรือสงสัยสิ่งใด ก็ทําให้สามารถเชื่อมโยงใยกับธรรมะอื่นๆของพระพุทธองค์ได้กลมกลืนและอย่างแจ่มแจ้งอันล้วนแต่อ้างอิงพระบาลีกันทั้งสิ้น อันจักทําให้เกิดความเข้าใจอย่างหมดจด ทําให้แก้ข้อสงสัยในธรรมอื่นๆได้ดียิ่งขึ้น  แต่เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุด ผู้เขียนจะพยายามเขียนสื่อเป็นภาษาไทยในยุคนี้ แต่แน่ละย่อมมีบาลีแทรกบ้างเช่นเคย ซึ่งจักก่อประโยชน์แก่ท่านในภายหลัง  แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเขียนในบทนี้ก็คงจะไม่ง่ายนักที่จะทําความเข้าใจเช่นเคย เพราะเป็นกระบวนการจิตของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์และดับไปแห่งทุกข์ของมวลมนุษยชาติทั้งหลายทั้งปวง ที่ได้ครอบงํามนุษย์มาตลอดกาลนานและอีกตลอดไป จนกว่าเราจะเข้าใจสัจจธรรมของพระพุทธองค์,
ผู้เขียนจะทะยอยเขียนลงไปเรื่อยๆในหน้านี้
        ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมหรือกฏธรรมชาติที่แสดงความเป็นเหตุเป็นผลและความเนื่องสัมพันธ์กันจนทําให้เกิดความทุกข์หรือทําให้ทุกข์ดับ  จริงๆแล้วก็คือหลักวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้นั่นเอง  เพียงแต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวนี้เป็นเรื่องของจิตที่ลึกซึ้งอันจับต้องหรือสัมผัสให้เห็นเป็นตัวตนไม่ได้(นามธรรม) จึงไม่สามารถพิสูจน์ผลนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูปร่าง(รูปธรรม) จึงบังเกิดผลได้แก่ผู้รู้ผู้เข้าใจด้วยตนเองเท่านั้น(ปัจจัตตัง) จึงเป็นที่กินแหนงแคลงใจอยู่ภายในจิต(วิจิกิจฉา)แก่ปุถุชนทั่วๆไป ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์บางคน หรือคนที่คิดว่าตนเองทันสมัยตามวัตถุนิยม  เห็นเรื่องพุทธศาสนาเป็นเรื่องล้าสมัยหรือเชย  อันจึงทําให้ไม่สามารถรู้ซึ้งถึงสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่ตนเองกําลังแสวงหาอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว
6/1/46
        กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์นี้ เป็นไปตามหลักการเช่นเดียวกันกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ที่ต้อง มีเหตุผล คือมีเหตุจึงเกิดผลขึ้น  แต่ทางพุทธศาสนาเรียกหลักการหรือข้อธรรมนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วว่า"อิทัปปัจจยตา"อันมีพุทธดํารัสไว้ดังนี้
            เมื่อเหตุนี้มี  ผลนี้จึงมี                เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น  ผลนี้จึงเกิดขึ้น
            เมื่อเหตุนี้ไม่มี  ผลนี้จึงไม่มี        เพราะเหตุนี้ดับ   ผลนี้จึงดับ
กล่าวคือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น เกิดแต่เหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ  ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะมันอยากจะเกิดเอง ในขั้นแรกนี้เราต้องเข้าใจในหลักการนี้อย่างมั่นคงเสียก่อน มิฉนั้นเราจะทําความเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์นี้อย่างไม่แจ่มแจ้ง  ขอให้พิจารณาตรงนี้เป็นพิเศษไม่ใช่เข้าใจแล้วเลยคิดว่าไม่สําคัญ จึงไม่พิจารณาให้เห็นอย่างลึกซึ้ง
        กระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นี้ เกิดขึ้นเป็นวงจรไม่รู้จบ เพราะมันต่อเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน คือเหตุๆนี้เป็นเหตุหรือปัจจัยจึงเกิดสิ่งหรือผลนี้ขึ้น และสิ่งหรือผลที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นเหตุหรือปัจจัยอันยังให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งหรือผลอีกสิ่งหนึ่ง  ดําเนินไปเช่นนี้เรื่อยๆ  วงจรนี้จึงดําเนินเคลื่อนหมุนอยู่ตลอดเวลาแต่ในลักษณะเกิดๆดับๆหมุนเวียน ทะยอยกันเกิดเสมือนหนึ่งลูกคลื่นในท้องสมุทร  เป็นกระแสแห่งเหตุและปัจจัยอันยังให้เกิดความทุกข์ไปทั่วทุกโลกธาตุ
 
ปฏิจจสมุปบาท 46
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อาสวะกิเลส เป็นปัจจัยจึงเกิด อวิชชา
หรือ
จิตที่ขุ่นมัวเศร้าหมอง เป็นปัจจัยจึงเกิด การไม่รู้เท่าทันและไม่รู้ตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)
        เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นวงจรที่หมุนวนเวียนแบบเกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา  จริงๆจึงไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสุดท้าย สามารถเกิดแต่เหตุปัจจัยใดๆในวงจรก็ได้ แต่ ณ.ที่นี้ผู้เขียนจะขอเริ่มที่ความจําที่หมักหมมนอนเนื่องอยู่ในจิต อันทําให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมอง(มิได้หมายความถึงจิตที่ขุ่นมัวเศร้าเพราะอารมณ์เสียแต่เพียงอย่างเดียวแต่หมายถึงความไม่บริสุทธิ์หรือกิเลสอันมีอยู่เล็กๆช่อนเร้นอยู่ในจิตหรือจิตใต้สํานึกและถ้าไม่ศึกษาอย่างละเอียดจะมองไม่เห็น) อันก่อให้เกิดความขุ่นมัว หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน อันแอบซ่อนจดจําอยู่ในจิต(อันคือสัญญาความจําชนิดหนึ่งที่มีกิเลสแอบแฝง หรืออาสวะกิเลสในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง) เราจะเรียกว่าความจําก็ได้ แต่ครอบคลุมไปถึงความจําได้ที่แอบซ่อนอยู่ลึกๆภายในจิตด้วย หรือที่เรียกกันในทุกวันนี้ว่าจิตใต้สํานึกเช่นความจําบางอย่าง เรื่องบางอย่าง โดยทั่วไปนึกไม่ออกจําไม่ได้แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระตุ้นหรือเร่งเร้าจึงจําขึ้นมาได้  ความจํานี้มิได้ครอบคลุมแต่ความทุกข์ที่เคยเกิดเคยเป็นเท่านั้นจึงจะทําให้จิตขุ่นมัวหรือหงุดหงิด แต่รวมถึงความจําที่ทําให้เกิดความสุขในทางโลกๆขึ้นด้วย  เพราะความสุขที่เกิดแบบทางโลกๆนั้นจักทําให้เราเกิดความเศร้าโศรก หรือโหยหาต่อไปในกาลข้างหน้า อันก่อให้เกิดทุกข์ในภายหลังโดยไม่รู้ตัว!
        เมื่อมีจิตที่ขุ่นมัว และเรายังไม่มีวิชชาหรือไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์และวิธีการดับทุกข์แล้วตามความเป็นจริง คือไม่รู้สภาวะธรรมหรือธรรมชาติตามความเป็นจริงที่ทําให้เกิดทุกข์และดับทุกข์  หรือมี อวิชชา๘ อันคือไม่รู้ อริยะสัจ๔และปฏิจจสมุปบาทในการดับทุกข์ จึงเป็นเหตุให้วงจรของทุกข์ดําเนินต่อไป
 
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร(วิบาก)
หรือ
เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงแห่งสภาวะธรรมชาติ จึงเป็นปัจจัยให้เกิด การกระทําต่างๆทางกาย ทางวาจา ทางใจ
ตามที่ได้สั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติมาแต่เก่าก่อน
        เพราะเมื่อไม่รู้ทันและไม่เข้าใจสภาวะธรรม(ชาติ)แล้ว จึงทําให้เกิดการกระทําต่างๆตามที่ได้เคยๆสั่งสม อบรมไว้ เช่นการประพฤติ การปฏิบัติ  ฝึกฝน ความเชื่อ ความคิดต่างๆ บุคคลิกต่างๆ   อันจักล้วนเป็นไปตามความเคยชินที่ได้กระทําสั่งสมมา โดยไม่รู้ไม่เข้าใจหรือเท่าทันสภาวะธรรม(ชาติ)อย่างจริงๆแท้ๆ
 
สังขาร เป็นปัจจัยจึงเกิด วิญญาณ
หรือ
การกระทําตามที่สั่งสมไว้ เป็นปัจจัยให้  ระบบประสาทรับรู้ ทํางาน
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  ตรงที่นี่แหละที่นักปฏิบัติชักจะเริ่มมีความสับสน งงงวย เกิดขึ้น  วิญญาณอะไร? ทําไมจึงเกิด? ทําไมวิญญาณจึงไม่เกิดก่อน?  ก็เกิดมาแล้วต้องมีวิญาณอยู่แล้วนี่? ในนามรูปก็มีแล้วนี่? สารพัดสารเพให้งงงวย จนไม่สามารถก้าวต่อไปได้เพราะเกิดความสงสัย(วิจิกิจฉา),  จริงๆแล้วไม่ได้หมายถึงวิญญาณที่ลอยละล่องอย่างที่เราๆเข้าใจกันและยึดติด, วิญญาณตรงนี้นั้นพระพุทธองค์ทรงแจงกระบวนการทํางานของทุกข์ที่สัมพันธ์กับกายและจิตของเราเท่านั้นและต้องการชี้แสดงให้เห็นสภาวะที่เกิดๆ ดับๆ ไม่เที่ยงของวิญญาณที่เกิดขึ้น,   วิญญาณในที่นี้ท่านหมายถึง วิญญาณ๖ อันมี วิญญาณตา(จักขุวิญญาณ), วิญญาณหู(โสตวิญญาณ)...ฯ.ทั้ง๖ที่เกิดขึ้น หรือก็คือระบบประสาทการรับรู้ของร่างกายอันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อันเกิดการทํางานขึ้นจากสังขารที่กระทําตามความเคยชินและได้เกิดขึ้นแล้วนั้น   หรือจําเป็นต้องเกิดร่วมกันอันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)นั่นเอง
6/1/46
ระบบประสาทการรับรู้ ทํางาน  เป็นปัจจัยจึงเกิด  ระบบชีวิตทั้งหมดเกิดการทํางานเพราะมีเหตุปัจจัยครบ(ในกิจนั้นๆ)
หรือ
วิญญาณ เป็นปัจจัยจึงมี นาม-รูป
         เมื่อเกิดการรับรู้(สังเกตุดูด้วยว่าแค่รับรู้เหมือนภาพถ่าย-เพราะมิฉนั้นจะไปสับสนกับเวทนา)ในสิ่งที่มากระทบสัมผัส(ผัสสะ) อันคือระบบประสาทการรับรู้นั่นเอง จึงเป็นปัจจัยให้นามรูปหรือชีวิตครบองค์ประกอบของการทํางานในเรื่องนั้นๆ  ตอนที่ผู้เขียนโยนิโสมนสิการ(การกระทําในใจโดยแยบคาย)ใหม่ๆในปฏิจจสมุปบาทนั้น รู้สึกสงสัยและหงุดหงิดมากในเรื่องนี้ เพราะพอจะรู้ว่าคนเราเกิดแล้ว ต้องมีรูปนามเกิดมาพร้อมอยู่ด้วย เหตุไฉนจึงมีรูปนามหรือนาม-รูปเกิดขึ้นมาอีก  เมื่อพิจารณาไปจึงเข้าใจ ท่านได้แยกการทํางานย่อยลงไปเฉพาะกิจ และเหตุที่ใช้นามนําหน้าก็เพราะเป็นการพูดถึงการทํางาน มิได้หมายถึงรูปนามที่เป็นรูปร่างตัวตน(รูปธรรม)   ตัวตนของเรา(รูปนาม)นั้นมีอยู่จริง(ชั่วขณะมีชีวิตไม่ถาวร)  แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในกิจหรืองานเฉพาะเรื่องแล้ว จะเห็นได้ว่าวิญญาณในเรื่องหรือกิจนั้นๆเพิ่งจะเกิดขึ้นตามสิ่งแวดล้อมที่มากระทบสัมผัส(ผัสสะ)   อุปมาได้ดั่งรถยนต์  ท่านสังเกตรถยนต์ดู มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ เป็นรถยนต์ที่ดูสมบูรณ์(เทียบกับคนที่มีรูปนามพร้อมแล้วเช่นกัน) พร้อมที่จะทํางาน  แต่จะทําให้มันแล่นไปยังที่ที่เราต้องการจะไปหาได้ไม่   เพราะขาดองค์ประกอบคือพลขับอันคือวิญญาณที่จะเป็นผู้พาไปสู่จุดหมาย(กิจนั้นๆ)นั่นเอง  ท่านจึงตรัสไว้ว่า วิญญาณ เป็นปัจจัยจึงมี นาม-รูป
20/11/46
นามรูป เป็นปัจจัยจึงมี สฬายตนะ
หรือ
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ระบบชีวิตทั้งหมดเกิดการทํางานเพราะมีเหตุปัจจัยครบ เป็นปัจจัยจึงทําให้  ระบบอวัยวะรับความรู้สึกทํางานตื่นตัว
        เพราะนามรูปที่ครบองค์ประกอบในการทํางานได้เกิดขึ้นแล้ว  อันย่อมทําให้อุปกรณ์หรืออวัยวะส่วนต่างๆคืออวัยวะส่วนรับรู้ความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมอันมากระทบสัมผัสนั้นพร้อมการทํางานอย่างตื่นตัว รับการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)ที่เกิดขึ้นนั้น   อันมี ๖ คือ
    ตา - รับรู้การกระทบสัมผัสของรูป
    หู - รับรู้การกระทบสัมผัสของเสียง
    จมูก - รับรู้การกระทบสัมผัสของกลิ่น
    ลิ้น - รับรู้การกระทบสัมผัสของรส
    กาย - รับรู้การกระทบสัมผัสของกาย(โผฏฐัพพะ)
    ใจ - รับรู้การกระทบสัมผัสของความคิดนึก(ธรรมารมณ์)
 
สฬายตนะ เป็นปัจจัยจึงมี ผัสสะ
หรือ
ระบบอวัยวะรับความรู้สึกทํางานตื่นตัว จึงเป็นปัจจัยให้เกิด การกระทบรับรู้
        เมื่อกายและบริวารทั้งหลายตื่นตัวหรือทํางานอย่างสมบูรณ์ทั่วพร้อม จึงรับรู้สังขารที่เป็นสิ่งที่มากระทบสัมผัสดังเช่น ความคิด   ดังนั้นจึงเกิดการสื่อสารอย่างครบถ้วนทางกายภาพ    ดังที่ท่านตรัสไว้ว่า ผัสสะ  
บุคคลอาศัยจักษุ(ตา)และรูป เกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบกันของธรรมทั้ง๓เป็นผัสสะ
        อันพอที่จะเขียนเป็นสมการให้ดูเข้าใจง่ายๆ
ตา + รูป + จักษุวิญญาณ >> ผัสสะ
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 ดังนั้นสังขารหรือก็คือความคิดนึกหรือเรียกธรรมารมณ์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นความคิดนึกชนิดที่เกิดมาจากสัญญาความจําชนิดที่ทําให้จิตขุ่นมัว(อาสวะกิเลส)อันเมื่อเกิดแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์    จึงเกิดครบองค์ประกอบของการสื่อสารอย่างครบถ้วนทางกายภาพ เช่นกัน อันเขียนเป็นสมการให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นดังนี้
คิด(สังขาร) + ใจ + วิญญาณของใจหรือมโนวิญญาณ >> ผัสสะ     หรือ
คิด(สังขาร) + ใจ + มโนวิญญาณ >> ผัสสะ
นอกจากทางสังขารอันเกิดแต่อาสวะกิเลสนี้แล้ว  สฬายตนะนั้นยังต้องรับการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)การรับรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(อันมิได้สังขารหรือปรุงแต่งขึ้นเอง แต่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้างต้นนั่นแหละ)ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นกระบวนการธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตธรรมดาๆอันเมื่อเกิดการผัสสะกันก็ย่อมมีวิญญาณการรับรู้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วย  แต่การผัสสะของสฬายตนะเองนี้อาจก่อทุกข์หรือไม่ก่อทุกข์ก็ได้ ขึ้นกับเราเองเป็นสําคัญ  จึงพอนํามาเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
รูป + ตา +วิญญาณ >> ผัสสะ
เสียง + หู +วิญญาณ >> ผัสสะ
กลิ่น + จมูก +วิญญาณ >> ผัสสะ
รส + ลิ้น +วิญญาณ >> ผัสสะ
สัมผัส + กาย +วิญญาณ >> ผัสสะ
23/1/46
ผัสสะ เป็นปัจจัยจึงมี เวทนา
การกระทบรับรู้  จึงเป็นปัจจัยทําให้ เกิดความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่กระทบสัมผัสนั้นๆ
        เมื่อเกิดการผัสะกระทบกันแล้ว จึงเกิดความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะนั้นพร้อมทั้งความจําได้อันเกิดแต่สัญญาจํา(อาสวะกิเลสที่นอนเนื่องอยู่คือสัญญาจําชนิดแฝงกิเลสนั่นเอง) จึงเกิดเป็นความรู้สึกในการรับรู้ชนิดต่างๆคือ ชอบใจ สบายใจในสิ่งที่มาผัสสะนั้น(สุขเวทนา),  ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจในสิ่งที่มาผัสสะนั้น(ทุกขเวทนา),  หรือเกิดความรู้สึกเฉยๆไม่มีความรู้สึกสบายใจหรือไม่สบายใจแต่อย่างใด(อทุกขมสุข)
        
 
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
        ผู้เขียนถูกจุดประกายมาจากการอ่าน และพบข้อความที่กล่าวแสดงว่า 
        "ในครั้งตรัสรู้ใหม่ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะไม่ประกาศเผยแผ่ธรรมที่ท่านตรัสรู้  เพราะทรงท้อพระทัยว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายคงยากที่จะเข้าใจในความลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน"   ตลอดจนการพบพระพุทธพจน์ ที่ตรัสไว้ว่า
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท    ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม    ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท
        และจนศึกษาพบว่าเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้เพราะความจริงแล้วอริยสัจและปฏิจสมุปบาทก็ล้วนเป็นธรรมเดียวกันนั่นเอง และภายหลังตรัสรู้แล้วพระองค์ยังทรงพิจารณาโดย อนุโลม และ ปฏิโลม อีกตลอด ๗ วันแรกของการเสวยวิมุติสุขจากการหลุดพ้น  จนบังเกิดพุทธปีติเป็นพุทธอุทานในพระพุทธศาสนา ขึ้นทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครา อันล้วนเกิดจากปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท"
        จึงได้เห็นธรรมความลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาทบ้าง คือเห็นกระบวนการของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์และการดับไปแห่งทุกข์โดยละเอียดพอสมควรในแนวทางที่ยังไม่มีผู้บันทึกไว้โดยการโยนิโสมนสิการ คือการพิจารณาโดยละเอียด และแยบคาย ตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ, จนพอเข้าใจกระบวนธรรมหรือจิตของการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์อย่างละเอียดโดยใช้ความรู้ความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕มาประยุกต์อธิบายในธรรมของพระพุทธองค์โดยพิศดาร, และอาศัยการศึกษาค้นคว้าประกอบกัน เช่นจากหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้จุดประกายธรรมอันลึกซึ้งให้ปรากฎแก่ชาวโลกได้มาสนใจธรรมอันลึกซึ้งนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติแต่เพียงอย่างเดียว ดังที่ยึดถือกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับพันปี  แต่เป็นเรื่องของการสิ้นภพ สิ้นชาติตั้งแต่ในปัจจุบันชาตินี้หรือในปัจจุบันจิตนี้ที่มีการเกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา จากหนังสืออันทรงคุณค่าของท่าน, และจากหนังสือของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ผู้ได้เสริมสร้างความเข้าใจในธรรมให้ก่อกําเนิดเป็นรูปร่างจากหนังสือ"พุทธธรรม"อันทรงคุณค่ายิ่ง, และข้อธรรม ข้อคิดของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล จากหนังสือ"อตุโล ไม่มีใดเทียม",  ตลอดจนท่านอาจารย์ถาวร และท่านอาจารย์ณรงศักดิ์ ผู้คอยแนะนําสั่งสอน,เมตตาผู้เขียนตลอดมาโดยเป็นผู้ที่ฝึกสอนให้ผู้เขียนเห็นความคิดในขั้นแรก, ผู้เขียนจึงใคร่ขอกราบขอบพระคุณแด่ปูชนียบุคคลผู้ทรงคุณค่าที่ได้กล่าวถึง  เป็นอนุสรณ์ ณ. ที่นี้  ตลอดจนบิดามารดาผู้มีพระคุณ และครอบครัว  และคุณยุวดี คู่ทุกข์คู่ยากผู้เข้าใจผู้เขียนเป็นอย่างดีและให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด       
        ผู้เขียนใคร่ตอบแทนคุณพระศาสนา และเพื่อเป็นประโยชน์สืบไป  จึงได้บังเกิดหนังสือและโฮมเพจบันทึกธรรมเล่มนี้ขึ้นมา ตามความเข้าใจในธรรมที่ได้บังเกิดขึ้นบ้าง เพื่อเทิดพระเกียรติ์แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองในธรรมอันยิ่งใหญ่ และเพื่อบรรดากัลยาณมิตรในทางธรรมทั้งหลายที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสแก่นธรรมแท้ๆ จักได้มีโอกาสได้สัมผัสแก่นธรรม อันจักยังประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ผู้เห็นธรรมนั้นสมดั่งพระพุทธพจน์ ที่ได้ตรัสไว้ว่า
"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท   ผู้นั้นเห็นธรรม"
 (มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)
                                        
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
   พนมพร
                                                                                                                    ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
 
และวิธีปฏิบัติแก้ไข
            หมายถึง เกิดการเข้าไปยึดติด ยึดมั่น เสพสุขในสมาธิหรือฌาน กล่าวคือเกิดความพึงพอใจในผลที่บังเกิดขึ้นแก่กายและจิตอันเกิดแต่ผลของสมาธิหรือฌาน อันเป็นมิจฉาสมาธิหรือฌานแบบผิดๆ สาเหตุใหญ่เพราะความไม่รู้ตัว และความไม่รู้ในคุณและโทษ ตลอดจนกิเลส ตัณหา ความพึงพอใจที่บังเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว หรือเกิดจากความความเชื่อ,ความเข้าใจว่าปฏิบัติถูกต้องแล้ว คือคิดว่ายิ่งปฏิบัติมากยิ่งเกิดปัญญาตามที่กล่าวกันว่าสมาธิเป็นบาทฐานให้เกิดปัญญา อันความจริงนั้นหมายถึงเอาผลสมาธิที่เกิดขึ้นนั้นอันทําให้จิตสงบ กายสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และเป็นกําลังแห่งจิต ไปใช้พิจารณาธรรม(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) อันจะยังให้เกิดปัญญาหรือสัมมาญาณในอันที่จักยังให้พ้นทุกข์อย่างแท้จริง  กล่าวคือแทนที่จะใช้ประโยชน์จากฌานหรือสมาธิที่บังเกิดขึ้นเพื่อการปฏิบัติวิปัสสนา คือเมื่อกายและจิตระงับอันเป็นผลมาจากกําลังของสมาธิ อันเป็นกําลังสําคัญของจิตในการปฏิบัติวิปัสสนาเช่นกัน คือนําไปพิจารณาธรรมที่บังเกิดแก่จิตหรือสงสัยให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้  แต่กลับไปยึดติดพึงพอใจในรสชาติความสุขอันรับรู้สัมผัสได้ทั้งจากทางกายและทางจิตของฌาน,หรือมิจฉาสมาธิโดยไม่รู้ตัวหรือเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง ทําให้คอยเสพรสอยู่ตลอดเวลา ทั้งขณะที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวโดยเลื่อนไหลไปเองตามธรรมชาติของจิตอันเกิดแต่สังขาร(ในปฏิจจสมุปบาท) อันจักต้องเป็นเช่นนั้นเอง และจากการกระทําบางอย่างโดยไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงของธรรม  อันยังให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสอันเป็นผลร้ายต่อผู้ปฏิบัติอย่างรุนแรงในที่สุด
        "การบำเพ็ญจิตให้สงบจนเกิดกำลังแล้ว   ก็ไม่ควรที่จะทำความสงบอย่างเดียว   เพราะถ้าทำแต่ความสงบไม่พิจารณาทุกขสัจจ์   ก็จะเป็นเฉพาะฌาน ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ   เป็นสมาธิผิด ไม่พ้นทุกข์   ต้องพิจารณาทุกข์จึงจะพ้นทุกข์" (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
        ในหนังสือ"อตุโล ไม่มีใดเทียม" ได้มีการกล่าวถึงพลังจิตหรือสมาธิไว้ดังนี้"พลังจิตที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหลังจากเกิดสมาธินั้น หมายถึงว่า จิตนั้นจะยกสภาวะธรรมขึ้นมาพิจารณาไตร่ตรองให้เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดปัญญาแล้วปัญญานั้นก็จะแจ่มแจ้งดีกว่าจิตที่ไม่เกิดสมาธิ หรือจิตที่ไม่มีสมาธิ"  (น. ๒๒๒)
 
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
"พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริงๆ  จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้  แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น  มันก็ได้แค่นั้นแหละยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค  ที่จะตัด ภพ ชาติ ตัณหา อุปาทานได้  ให้ละสุขนั่นเสียก่อน  แล้วพิจารณาขันธ์๕ให้แจ่มแจ้งต่อไป"(น.๔๙๕)
            ในหนังสือส่องทางสมถวิปัสสนาของหลวงปู่ เทสก์ เทสรังสี ก็ได้มีกล่าวถึงการปฏิบัติไว้ทั้ง ๒ ทาง คือแบบสมถะหรือสมาธิล้วนๆ และอีกแบบหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า แนวนี้เดินสมํ่าเสมอกว่าแนวสมถะล้วนๆ คือแนวสมถะวิปัสสนา กล่าวคือใช้สมาธิเป็นบาทฐานของวิปัสสนานั่นเอง ท่านได้กล่าวไว้ดังนี้"บริกรรมหรือเพ่งอย่างนั้นเหมือนกัน(หมายถึงเหมือนสมถะ) แต่ไม่ให้จิตสงบ คือน้อมจิตให้เข้าไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว เพ่งพิจารณานิมิตนั้นให้เป็นธาตุหรือเป็นอสุภ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์เป็นต้น เมื่อเห็นชัดแล้วจิตจะรวมลงไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว หรือจะเป็นสมาธิ หรือจะเกิดปัญญาให้สลดสังเวชก็ได้ พูดย่อๆ เรียกว่าหัดสมถะเป็นไปพร้อมกันกับวิปัสสนา"
        "....จิตที่อยู่ในเอกัคคตารมณ์เป็นของเบาและไวต่ออารมณ์มาก ที่เรียกว่าจิตส่งในเป็นภัยต่อผู้เจริญฌานอย่างยิ่ง บางทีอาจทำให้เสียผู้เสียคนไปก็มี ฌานมีเอกัคคตารมณ์เป็นเครื่องวัดในที่สุด แต่ไม่มีปัญญาจะพิจารณาสังขารให้เห็นเป็นพระไตรลักษณญาณได้ กิเลสของผู้ได้ฌานก็คือ มานะแข็งกระด้างทิฐิถือรั้นเอาความเห็นของตัวว่าเป็นถูกทั้งหมด คนอื่นสู้ไม่ได้ เรื่องนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ของฌานหรือทิฐินิสัยเดิมของแต่ละบุคคลอีกด้วย ผู้ที่ผ่านเรื่องนั้นมาด้วยกันแล้วหรือมีจิตใจสูงกว่าเท่านั้น จึงจะแก้และแสดงให้เขาเห็นจริงตามได้ ถ้าแก้ไม่ตกก็เสียคนไปเลย"จาก โมกขุบายวิธี โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
 
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ท่านที่ปฎิบัติเน้นหนักไปแต่ด้านสมถะสมาธิอันขาดการวิปัสสนา ทั้งที่ปฏิบัติโดยรู้ตัว  หรือไม่รู้ตัวโดยการเลื่อนไหลไปตามความเคยชินที่สั่งสมอบรมไว้ของจิตก็ดี(สังขารในปฏิจจสมุปบาท) และขณะนี้อยู่ในสภาวะเบาสบายและปลอดจากทุกข์ อ่านแล้วอาจรู้สึกฝืนความรู้สึก ความเชื่อ ความเข้าใจอย่างรุนแรง ผู้เขียนก็เคยเป็นเช่นนั้น, ขอให้อ่านพิจารณาอย่างใจเป็นกลาง ถ้าท่านไม่ยึดในความเชื่อหรือความเข้าใจของตนเองจนปฏิเสธทุกสิ่งที่ไม่เห็นพ้องกับความคิดความเห็นของตนเอง(ทิฏฐุปาทาน), ขอรับรองว่าวันข้างหน้าจักเกิดคุณประโยชน์แก่ท่านในที่สุด
        ข้อสังเกตุและแก้ไข สําหรับผู้ปฏิบัติสมาธิและฌานแบบผิดๆ แล้วในที่สุดจะมีอาการอึดอัด,ไม่สบาย  ระยะเวลาที่จะเริ่มเกิดไม่สามารถระบุได้เพราะขึ้นอยู่กับความจริงจังในการการปฏิบัติ แต่มักจะเริ่มอาการต่างๆเมื่อการปฏิบัตินั้นแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ  และปัจจัยอันสําคัญยิ่งอีกอย่างคือเมื่อมีความทุกข์ หรือสิ่งใดมากระทบผัสสะให้ขุ่นข้อง ขัดเคือง หรือจิตใจซัดส่าย หงุดหงิด จนหลุดจากมิจฉาสมาธิหรือฌาน  จะมีอาการไม่สบายต่างๆนาๆ แน่นหน้าอก ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย หมดแรง ขาอ่อน ใจสั่น อ่อนล้ากว่าเมื่อก่อนได้ปฏิบัติ ต้องพิจารณาย้อนระลึกดู ปัญหาใหญ่คือมักไม่รู้ตัวว่าเป็นเพราะจิตที่ปฏิบัติ มัวหาแต่สาเหตุอื่นๆ  ซึ่งผู้เขียนขอยืนยันว่านักปฏิบัติที่ไม่มีครูบาอาจารย์ที่เข้าใจจริงๆแนะนําสั่งสอนอย่างใกล้ชิด เป็นกันแทบทุกคนเนื่องจากความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง   ท่านจึงควรต้องสํารวจ พิจารณาให้ดีจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะต้องใช้ความละเอียดและแยบคายจริงๆในการพิจารณา(โยนิโสมนสิการ)จึงจักรู้และเข้าใจได้ เพราะความเชื่อความยึด(ทิฎฐุปาทาน)จะปิดกั้นไว้ และการไปเข้าใจว่าเกิดแต่กายทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุมาจากจิตโดยตรง
         ก่อนอื่นขอให้ท่านทําใจให้กว้างเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆ เป็นอุเบกขาเป็นกลางๆ ไม่เอาความรู้สึก ความเชื่อ ความเข้าใจส่วนตัวที่มีอยู่เดิมของตนเองมาร่วม เพียงแต่พิจารณาโดยละเอียดและแยบคายจริงๆตามที่ท่านประสบมา,   อย่าให้อุปาทานความเชื่อความยึด, และฤทธ์ของฌาณหรือมิจฉาสมาธินี้อันแสดงผลโดยตรงต่อสมองอันเป็นส่วนหนึ่งของจิตมาครอบงําท่านได้ ตลอดจนอย่าให้ผลประโยชน์ ผลของความสุขความสบายอันเกิดแต่ฌานมาขัดขวางปัญญาตามธรรมชาติของท่าน,  ถ้าท่านพิจารณาและไตร่ตรองโดยละเอียดและแยบคายสักระยะหนึ่งแล้วไม่เป็นดังที่กล่าว ก็ขอให้ลืมไปเสีย ถือเสียว่าผู้เขียนฟุ้งซ่านไปเองก็แล้วกัน  หรือถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติมาถูกต้องแล้ว.
         ปีติและสุขในฌาน มักสับสนและแยกกันยาก ในหนังสืออันทรงคุณค่า"พุทธธรรม" โดย ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านอธิบายไว้ได้ใจความที่ดีมาก ว่าดังนี้
        "ปีติ หมายถึงความยินดีที่ได้อารมณ์ที่ต้องการ" เช่น ซาบซ่าน อิ่มเอิบ ขนลุก ขนชัน
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  "สุข หมายถึงความยินดีที่เสวยรสอารมณ์ที่ต้องการ" เช่นอิ่มใจเบาๆนานๆ อิ่มเย็นแผ่วเบาสบายไปทั่วใจกาย ที่กายบางท่านดุจดั่งมีลมเบาๆลูบไล้กายไปทั่ว ขนลุกฟูเบาๆไปทั่วตามร่างกาย(เบาบางกว่าปีติมาก)
        และท่านยกตัวอย่างไว้อย่างน่าสนใจ "เหมือนคนเดินทางในทะเลทรายและแสนจะเหนื่อยอ่อนล้า อาการดีใจเมื่อเห็นหรือได้ยินข่าวว่ามีหมู่ไม้อันร่มรื่นและแอ่งนํ้านั้นเรียกว่าปีติ  อาการชื่นใจเมื่อเข้าพักใต้ร่มไม้และได้ดื่มนํ้าเรียกว่าสุข "  ดังนั้นอาการสุขสบายแผ่วเบาที่เกิดอยู่นานๆคืออาการของสุขนั่นเอง
        จากประสบการณ์ของผู้เขียน เมื่อปฏิบัติจนจิตเป็นสมาธิหรือฌานแล้ว(ส่วนใหญ่เป็นโดยไม่รู้ตัว)กล่าวคือมี "ปีติ หรือ สุข"อยู่ได้นานๆ  บางท่านในขณะจิตตื่นก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ปฏิบัติ หรือเป็นโดยไม่รู้ตัว คือในวิถีชีวิตปกติโดยไม่ต้องปฏิบัติในรูปแบบคือ ชนิดต้องนั่งหรือตั้งใจเฉพาะในรูปแบบใดแบบหนึ่ง   เมื่อนานๆเข้าจะมีอาการต่างๆเกิดขึ้น มักเกิดหลังตื่นนอนบ้าง, หลังการอาบนํ้าเย็นๆบ้าง หรือมีอะไรมากระทบใจให้เกิดตึงเครียดบ้าง, เมื่อหงุดหงิดหรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาผัสสะกระทบทําให้เคลื่อนออกจากสมาธิบ้าง เช่น อาบนํ้าเย็นๆ หรือการฝัน หรือเคลื่อนออกขณะหลับ หรือมีเรื่องขุ่นข้องมากระทบจิตผ่านตา หู จมูก ฯลฯ. หรือหลังจากเพ่งสนใจหรือจดจ่อสิ่งใดนานๆเช่นงานที่จดจ่อ, อ่านหนังสือ  หรือแม้ในขณะที่ท่านสนใจอ่านหนังสือขณะนี้อยู่  หรือการใช้สมาธิ ฌานในการทํากิจสิ่งใด   แล้วในที่สุดก็จะเกิดอาการต่างๆนาๆ อันมักเกิดขึ้นเป็นประจํา เช่น ทางกายจะมีการแปรปรวนต่างๆนาๆ จนคาดไม่ถึง ตลอดจนมีอาการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นตามแต่จุดอ่อนของนักปฏิบัตินั้นๆ  ดังเช่น
        อึดอัด ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบายแบบอธิบายไม่ใคร่ถูก อ่อนแรง อ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว อ่อนเพลีย(โดยเฉพาะเมื่อมีความทุกข์มากระทบใจ,หรือหดหู่)
        แน่นหน้าอก  แสบๆภายในหน้าอก  เจ็บหน้าอกภายใน  หรือมีความรู้สึกมีมวลหรือก้อน หรือรู้สึกมีมวลประจุละเอียดเล็กๆละเอียดยิบๆ บริเวณใบหน้า  หน้าอก  หรือร่างกาย  แขน  ขา มือ
        ปวดร้าวประสาทต่างๆเช่นปวดกราม ปวดฟันแต่ไม่รู้แน่ๆว่าซี่ไหน  รู้แต่ว่าปวดๆร้าวๆแต่ชี้ชัดไม่ได้  เสียวฟัน   ปวดตึงท้ายทอย  ไหล่   หลัง  ฯลฯ.
        ปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ  หรือรู้สึกแข็งทื่อ, กล้ามเนื้อเกร็งหรือตะคริว
        ปวดตามกระดูกต่างๆ รู้สึกเหมือนปวดอยู่ภายในกระดูก เช่น กระดูกต้นคอ ข้อแขน ขา หลัง ตามข้อต่างๆ
        ปวดหัว เวียนหัว, มึนงง ทึบตื้อ, คลื่นไส้, อาเจียร, เรอ ท้องอืดมีลมในท้อง, ท้องเดิน โดยไม่มีสาเหตุบ่อยๆ(ท้องเดินอันมักเกิดเมื่อเสพสุขมากๆจนแปรปรวน)
        มีอาการภูมิแพ้ตามผิวหนัง
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 เป็นมากๆมักจะแช่ หรือเลื่อนลอยอยู่ในปีติและสุขโดยไม่รู้ตัว หมายถึงรับรู้ต่อสิ่งภายนอกลดน้อยลงกว่าที่ควรเป็น(แต่บางครั้งจะรุนแรง) คอยแต่ส่องกายหรือจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวและบางครั้งก็จะเลื่อนไหลไปลึกจนไม่รับรู้สิ่งใด
            บางท่านนั้นทํางานอะไรแบบจดจ่อตั้งใจไม่ได้เลย เช่นการอ่านหนังสือ จะปวดหัว หรืออึดอัด มีอาการแน่นหน้าอกทันที หรือเกิดภายหลังจากกิจหรืองานที่ทําอย่างจอจ่อหรือตั้งใจ ที่ทําเป็นระยะเวลาหนึ่ง
        และอาการทุรนทุรายต่างๆตลอดจนความกระวนกระวายจากความทรมานและจากการค้นหา"ปีติ และ สุข" ที่หายไป
        ในผู้ที่เป็นฌานอยู่ณ.ปัจจุบันจิตนี้ เมื่อพิจารณาข้อเขียนนี้แล้วและมีความคล้อยตามหรือเชื่อบ้างตามข้อเขียนของผู้เขียน อาจจะเกิดอาการคล้ายเมาหรือวิงเวียนขึ้นเล็กน้อย เมื่อเข้าใจหรือจับความจริงได้บ้างโดยตนเองในปัญหาเรื่องวิปัสสนูปกิเลสข้อนี้ เพราะจิตจักชะงักการเสพสุขลงชั่วขณะ
       เมื่อเป็นดังนี้มากๆเข้าก็คิดว่าเกิดแต่กายเจ็บป่วย แต่ไม่รู้ว่าเป็นผลอันล้วนมาจากจิตเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
       อาการต่างๆเหล่านี้คล้ายๆกับผู้เสพยาเสพติดแล้วขาดยา (แต่รุนแรงน้อยกว่า แต่ยาวนานกว่า และเลิกยากกว่า จนกว่าจะรู้เข้าใจและคลายความอยากภายในจิตลึกๆลงไป)
       กรณืผู้เขียนเองที่เด่นชัดคือ ปวดเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง พรัอมทั้งรู้สึกปวดในกระดูกข้อแขนอย่างรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนล้า หมดแรง กระวนกระวาย  มีอาการเปลี้ยอ่อนแรง อันเกิดขึ้นเองเป็นระยะๆ  และเมื่อมีอะไรมากระทบใจให้ฟุ้งซ่านเคลื่อนออกจากฌาน, รู้สึกมีมวลพลังงานรอบๆตัวอย่างหนาแน่น,  เวลาอ่อนเปลี้ยนั้นชนิดที่พูดคุยและทําอะไรไม่ได้เลย เป็นวันหนึ่งหลายๆสิบครั้ง  จนบางครั้งนั้นนั่งนํ้าตาไหลด้วยความท้อใจ เรามาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์แท้ๆ ไฉนจึงบังเกิดเป็นเช่นนี้?  แม้แต่ขณะนอนหลับแล้วก็ยังต้องตื่นขึ้นมาเพื่อใช้สมาธิคลายออกหรือขับออกไปชั่วขณะ อันได้ผลสั้นๆแค่ครึ่งชม. หรือ ๒-๓ ชม.เท่านั้นขึ้นอยู่กับการประคองจิตอยู่ในฌานได้นานเท่าใด และมีทุกข์มากระทบผัสสะไหม
        อาการต่างๆเหล่านี้ ดูเหมือนผู้เขียนพยายามครอบคลุมทุกๆอาการไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วแต่จุดอ่อนของผู้ปฏิบัตินั้นๆ
       
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
  อาการต่างๆเหล่านี้ในความเข้าใจและพิจารณาโดยโยนิโสมนสิการ ตามประสบการณ์ของตนเอง แล้วมีความเข้าใจเกิดขึ้นดังนี้ว่า เกิดจากเมื่อเรามี ปีติ สุขจากฌานหรือสมาธิเพราะมีการหลั่งสารชีวเคมีหรือสารสุข หรือสารฮอร์โมนเช่นเอนดอร์ฟิน(ENDORPHIN) ขึ้นในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความสดชื่น,แก้เหนื่อยล้าที่ร่างกายหลั่งเมื่อเกิดความสุข ความสบาย หรือภายหลังการกระทําหรือออกกําลังกายอย่างต่อเนื่องและสมํ่าเสมออันเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน  ซึ่งทําให้ร่างกายสดชื่น และแก้ปวด แก้เมื่อยต่างๆของกาย  สารสุขนี้โดยทั่วไปมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจตามกล่าวข้างต้น  แต่ในผู้ที่มีจิตเป็นฌานหรือสมาธิจนสามารถมีปีติหรือสุขได้ตามใจปรารถนาจะสามารถบังคับการหลั่งสารชีวเคมีหรือสารสุขนี้ได้เกือบตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว, ทําให้ร่างกายเบาสบาย และจิตใจเกิดความสดชื่นกระชุ่มกระชวย จิตตื่น ไม่ง่วงนอน เป็นสุข เบาสบายอยู่ตลอดเวลา(บางครั้งเวลาเลื่อนไหลไปนานๆและคอยจดจ่ออยู่จะเย็นฉํ่าภายในจนหนาวสะท้านภายในอันเกิดจากจดจ่อคอยเสพรส)  หรืออาจกล่าวได้ว่าจิตค้นพบวิธีเปิดปิดการบังคับการหลั่งสารสุขในกายได้นั่นเอง และเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริงและเพราะตัณหาความอยาก  บางครั้งผู้เขียนจะร้องบอกไม่ได้อยาก ไม่ได้สนใจ แต่คอยแอบสังเกตุ(ส่องดูกาย ดูจิต)อยู่เสมอๆทําไม? นั่นแหละเป็นการเสพโดยไม่รู้ตัว นั่นละตัวปัญหา เพราะมองไม่เห็นความอยากที่แอบซ่อนเร้นอยู่ลึกๆในจิตอันเกิดขึ้นเนื่องจากความสุข ความพอใจที่ได้รับจากผลของฌานหรือสมาธิ และความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงประคับประคองหรือแช่อยู่และส่วนใหญ่เลื่อนไหลไปเองตามธรรมชาติของจิต  และการพยายามที่จะให้จิตและกายคงอยู่ในสภาพนั้นนานๆ อันล้วนเป็นการเสพสารสุขทั้งในสภาพรู้ตัวและไม่รู้ตัวแทบทุกขณะจิต  ทําให้สารสุขนี้คงอยู่ในร่างกายในระดับสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  สารสุขที่หลั่งมาจากผลของการที่จิตมีสมาธิ มีทั้งคุณมหาศาลและโทษมหันต์เหมือนยาทั้งหลาย,  ถ้าใช้ถูกก็เป็นยาเป็นกําลังแห่งจิตและเกิดสมาธิที่ต้องนําไปใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาธรรมอันยังให้เกิดสัมมาปัญญาในการพ้นทุกข์,  หากใช้ผิดก็จักก่อให้เกิดโทษเป็นดั่งยาพิษ หรือเปรียบได้ดั่งยาเสพติดชนิดหนึ่ง,  ดังนั้นเมื่อจิตกระทบกระเทือนเคลื่อนออกโดยการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)กับสิ่งต่างๆเหตุใดเหตุหนึ่งเช่นความคิด รูป เสียง ฯ หรือเมื่อหลับไปจนจิตเคลื่อนออกจากฌานหรือสมาธิโดยไม่รู้ตัว  จิตจักบังคับกายให้หยุดหรือลดการหลั่งสารสุขต่างๆหรือสารชีวเคมีนี้ กายที่เคยชินได้รับและเสพใช้อยู่ในระดับสูงตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานจึงเกิดอาการขาดสารเอนดอร์ฟินหรือสารสุขนี้ขึ้นมา  สังเกตุจากอาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายผู้ติดยาเสพติดทั่วๆไป ทําหน้าที่เหมือนมอร์ฟีนอย่างอ่อนๆ-LIGHT MORPHIN
        เนื่องจาก ปีติ สุข เอกคตารมณ์(อุเบกขา)อันเป็นผลของสมาธิและฌาน อันท่านยังจัดว่าเป็นจิตสังขารขันธ์(เป็นหนึ่งใน ๕๐ ใน เจตสิก๕๒ ที่จัดเป็นจิตสังขาร) จึงไม่เที่ยง จึงมีการแปรปรวนไปเป็นอาการธรรมดา จึงเกิดๆดับๆ ไม่สามารถควบคุมให้มีให้เป็นได้ตลอดไป  ปัญหาจึงย่อมต้องเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถทําจิตสังขารให้อยู่ในฌานหรือสมาธิได้
        ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้นจากการไปยึดติด ปีติ สุข โดยไม่รู้ตัวเพราะความเคยชินของจิต หรือเพราะความเข้าใจผิด คิดว่าช่วยให้บรรลุธรรมเพราะสมาธิ(ความจริงนั้นท่านหมายถึงเอาสมาธิที่มี ที่เกิด ที่เป็นนั้น นําไปเป็นบาทฐานในการปฏิบัติพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญาในการดับทุกข์ กล่าวคือจิตสงบ กายสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตลอดจนเป็นกําลังของจิตที่เกิดขึ้นเพราะสมาธิหรือฌานนั้น ไปปฏิบัติโดยการพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญาความเข้าใจที่จักนําให้พ้นทุกข์(สัมมาปัญญา),  ต้องเลิกเสพสุขหรือสารเอนดอร์ฟินนี้เสียโดยการไม่แอบไปเสพทางจิตก่อนคือ การแอบมอง,แอบรับรู้สุขตลอดเวลา(ส่องกาย ส่องจิตภายในของตนอยู่บ่อยๆ) เพราะความพึงพอใจซึ่งซ่อนอยู่ในจิตลึกๆ ลองสํารวจดูดีๆ ว่ามีความชอบใจ ถูกใจ พึงพอใจในความเบาสบายที่เกิดขึ้นใช่ใหม และเพราะไม่รู้ถึงโทษ คิดว่ามีแต่คุณ
    
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 การมีปีติ,สุข เป็นเรื่องดีของดี แต่ต้องนําไปใช้ให้ถูกทาง  ไม่ไปยึดติดมิฉนั้นจะเป็นโทษอย่างรุนแรง ผู้ที่เป็นจะทราบเป็นอย่างดีถึงอาการต่างๆที่แสนทรมานเหล่านี้(แต่มักไม่รู้ว่าเป็นมาจากจิตอันเกิดแต่การปฏิบัติผิดพลาด) และไม่ก่อให้เกิดปัญญาในการดับทุกข์ และกลับเป็นการตัดทอนกําลังปัญญาอย่างรุนแรงในภายหลังเสียอีกด้วย
        ตลอดจนการใช้ฌานหรือสมาธิใดๆในการทําสิ่งต่างๆ จิตที่เคยชินจากการอบรมสั่งสมบ่มไว้จักตั้งมั่นขึ้นเป็นสมาธิหรือฌานในทันทีโดยอัติโนมัติ ทําให้เกิดสภาวะเสพขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน(เช่นการใช้น้อมภาพนิมิต, อุคคหนิมิต, ปฏิภาคนิมิต, การทํางานที่จดจ่ออยู่นานๆ, การนอนแบบปล่อยกายปล่อยใจ, การอ่านหนังสือ, การดูโทรทัศน์ ฯลฯ.)
        ผู้ที่ใช้สมาธิหรือฌานไปในทางโลกๆ ขอให้สังเกตุดูเมื่อเวลาใช้สมาธิหรือฌานมากๆ จะมีอาการเหนื่อยเพลีย และบางครั้งรู้สึกภายในร่างกายเต้นสั่นระริกๆอยู่ภายใน(ลองสังเกตุเวลานอนในท่าสบายๆหลังจากใช้ฌานหรือสมาธินั้นแล้ว)
        ถ้าคงอยู่ในภาวะสุขได้นานๆ การสร้างและเสพเอนดอร์ฟินไม่มีการสะดุดสักระยะหนึ่งหน้าจักแลดูขาวนวลดูเหมือนผุดผ่องอันมักทําให้ผู้ปฏิบัติหลงเข้าใจผิดคิดว่าดี  และมีอาการจิตตื่น ไม่ง่วง, เมื่อเป็นอยู่นานๆ สังเกตุดูดีๆจะมีความรู้สึกอาจหาญแต่จะกร้าว(แต่ตัวเองนึกว่าอาจหาญใช้ประโยชน์ได้)  จิตกร้าว  จิตแกร่งทําให้คล้ายๆอวดเก่ง แต่ก็มีสภาพคล้ายๆลูกโป่งที่เมื่อเจอเข็มแหลมก็พร้อมจะระเบิดได้ทันทีหรือมีสภาพเหมือนต้นไม้ใหญ่แต่เปราะหักได้ง่าย เนื่องจากสภาพการกดข่มโดยสารสุขนี้ เมื่อเกิดเช่นนี้หลังจากนั้นอาจจะมีอาการเปลี้ยขึ้นทันที คือถ้าหลุดก็หลุดในเรื่องไม่เป็นเรื่อง บางครั้งเรายังฉงน แค่นี้ทําไมถึงโกรธรุนแรงนัก ล้วนแล้วแต่มาจาก"พลังงาน"อันก่อเกิดจากอิทธิพลของปฏิกริยาเคมีของสารสุขหรือเอนดอร์ฟินนี้ มิใช่เป็นจากจิตของผู้นั้นโดยตรง,  ในบางครั้งคล้ายมีประจุไฟฟ้าอ่อนๆ  หรืออณูเล็กๆละเอียดมีความรู้สึกเป็นมวลหรือเป็นก้อน  หรือคล้ายๆเหน็บชาแต่เบาๆละเอียดมากๆ เกิดบริเวณใบหน้า, รอบๆตัว หรืออวัยวะบางส่วนเช่น แขน ขา หน้าอก ล้วนจากภาวะOVERDOSE หรือเกินขนาด โดยเฉพาะเวลาปฎิบัติหรือปล่อยแช่นิ่งในสภาพเต่าในกระดอง อันคือสภาพจิตแช่อยู่แต่ภายใน คอยเสพ คอยจ้อง คอยสังเกตุแต่จิตและกายอยู่ตลอดเวลา จิตไม่อาจส่งออกมาสู่โลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์  อาจจนถึงขนาดเกิดภาพหรือเสียงอันคือนิมิต(ภาพที่เห็นในใจของผู้เจริญกรรมฐาน)ต่างๆ  หรือ EUPHORIA (มักเกิดในช่วงแรกๆมาก)โดยเฉพาะถ้ามีการน้อมนํา หรือมีการคิดในเรื่องใด จะทําให้เห็นภาพ หรือเสียงต่างๆ อันเช่นภาพสวรรค์ นรก ผี เทวดา หรือภาพดังใจนึก ฯลฯ.,   และภาพหรือนิมิตที่เห็นนั้นก็เป็นไปดังที่ท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวไว้ในเรื่องนิมิตดังนี้  
        ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง (หนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม น.๔๕๔)
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 แต่ถ้าน้อมไปพิจารณาเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกําหนัดและไม่จดจ้องเสพผลสุขอันเกิดแต่สมาธิหรือฌาน เช่นกายานุปัสสนา อันมีเช่นการพิจารณาอสุภกรรมฐาน หรือกายก็สักแต่ว่าธาตุ๔ ฯ. ก็จะเป็นการถูกต้องและได้ประโยชน์อันเป็นการใช้กําลังของสมาธิน้อมนําให้เกิดความหน่ายคลายกําหนัดในกายต่างๆได้อย่างรวดเร็วเชื่อมั่นอย่างมั่นคง  อันทํางานดุจเดียวกับการเกิดภาพนิมิตทั่วไปแต่เป็นอย่างเกิดคุณอนันต์
        อาการอีกอย่างที่พบบ่อยๆคือเมื่อจิตถูกกระทบแรงๆจากความคิด รูป เสียง ฯ.ผ่านทางสฬายตนะอันไม่ถูกใจหรือเคลื่อนออกจากฌานจะมีอาการอ่อนเปลี้ย หมดแรงทันที ขาอ่อน
        ข้อสําคัญที่สุดมีผลหรือออกฤทธิ์ต่อสติหรือสมองโดยตรงอันเป็นเหตุปัจจัยอันสําคัญของจิต ในสภาพที่เจ้าตัวคิดว่าสติตัวเองสมบูรณ์ ฮึกเหิมแข็งแกร่ง แต่มิได้เป็นเช่นนั้น แต่ตกอยู่ในอิทธิพลของฌานหรือสมาธิหรือสารสุขโดยไม่รู้ตัวเพราะโดยธรรมชาติแล้วจะออกฤทธิ์ต่อสมองโดยตรงก่อนที่จะส่งมาให้รับรู้ทางกายให้สัมผัสรู้สึกความซาบซ่าน อิ่มเอิบได้  ซึ่งจะเหมือนคนเมาแล้วร้องขอเพิ่มเหล้าอีกบอกว่ายังไม่เมา แต่เสียงออกอาการอ้อแอ้โดยไม่รู้ตัว ฉันใดก็ฉันนั้น,  ผู้เขียนแรกๆท้อใจในการชี้แจงให้ฟังโดยเฉพาะผู้ที่กําลังอยู่ในสภาวะสุขสบายอันเกิดแต่ผลของสมาธิหรือฌาน, เมื่อเข้าใจกระบวนการทํางานแล้วจึงวางใจ ไม่ท้อใจ เพราะเข้าใจแล้วว่าถูกครอบงําด้วยทิฎฐุปาทานและผลข้างเคียงของสมาธิหรือฌานอันเกิดแต่การปฏิบัติผิดนั่นเอง จึงได้แต่ทําหน้าที่ให้ดีที่สุดในการคอยช่วยเหลือเท่าที่พอทําได้
        นักปฏิบัติที่อ่านแล้วเข้าใจความหมายของคําว่าส่องกายหรือจิตภายใน, แอบดูจิตหรือกายของตนเองที่ผู้เขียนเขียนถึง หมายความว่าท่านมีสมาธิหรือฌานแล้วอย่างแน่นอนนั่นเอง จึงจับความหมายของผู้เขียนได้  แต่ก็มีบางท่านที่ไม่รู้ความหมายแต่ก็เป็นสมาธิหรือฌานเช่นกันเกิดแต่แบบไม่รู้ตัว
        วิธีแก้ไขมีได้หลากหลายวิธี ทั้งทางสมาธิเองและวิธีการต่างๆแต่จะแก้ไขได้ชั่วคราวเท่านั้น หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น
        สร้างความรู้สึกให้ความอึดอัดหรือก้อนมวลนั้นให้มันระเหยออกไปประดุจก้อนนํ้าแข็ง         สร้างความรู้สึกสมาธิ ทําให้มันไหลออกตามมือตามเท้าออกไป,
        พ่นลมออกจากปากให้ยาวๆ,
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 จ้องมองปล่อยกายใจไปในที่ไกลๆ  
        หรือทําจิตบดขยี้ก้อนมวลนั้น(อันเป็นการตั้งฌานขึ้นมา)   ฯลฯ.
        เหล่านี้ก็เป็นวิธีการแก้อย่างชั่วคราวหรือเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะจริงๆแล้วเป็นอาการที่รวมจิตให้ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย เป็นสมาธิหรือฌานขึ้นเบาๆอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจักหลั่งสารสุขออกมาชดเชย อาการก็จะหายไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าจิตยังกระวนกระวายอยู่อีกหรือหลั่งออกมาได้น้อยก็อาจหายแค่บางส่วน แล้วในที่สุดก็กลับมาเป็นอีกไม่สิ้นสุด เพราะความไม่รู้ว่ามาจากเหตุปัจจัยอันคือการไปยึดเสพปีติและสุข,  กลับไปหลงคิดว่าปฏิบัติผิดวิธีหรือเพียรไม่พอ จึงยิ่งมุมานะหนักยิ่งขึ้น อันกลับยิ่งก่อผลร้ายยิ่งขึ้นไปอีก อาการต่างๆเหล่านี้เพราะไม่รู้ไม่เห็น สามารถอยู่ได้เป็นปีๆหรือหลายๆปีจนกว่าจะทิ้งสุขหรือฌานซึ่งยากมากเพราะธรรมชาติของจิต, ลองคิดดูพระพุทธองค์ทรงจัดว่ารูปฌานและอรูปฌานนั้นเป็นสังโยชน์ขั้นละเอียดอันต้องละ และละได้โดยระดับอรหันต์เจ้าเท่านั้น,  หรือแก้ไขถูกวิธีโดยวิปัสสนาเท่านั้น (ละนี้หมายความว่ายังมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน แต่ไม่ยึดติดเสพสุขในฌานหรือสมาธินั้น อันเป็นภพของอุปาทานทุกข์อย่างหนึ่ง)
        วิธีแก้ไขอย่างถาวรต้องใช้วิธีวิปัสสนาเท่านั้น ต้องให้เกิดกําลังแห่งปัญญาคือรู้เห็นและเข้าใจตามความเป็นจริงด้วยตนเองทั้งในคุณและโทษ เพื่อให้เกิดความหน่ายเพื่อจะได้วางความเชื่อที่ผิดๆอันได้หลงยึดไว้ และหยุดตัณหาและอุปาทานความพึงพอใจ คือความอยากในสุข และไม่อยาก(ความไม่อยาก เกิดขึ้นขณะกําลังดิ้นรนออกจากทุกขเวทนาอาการอึดอัด,ไม่สบายอันจักเกิดขึ้นชนิดควบคุมไม่ได้) หรือก็คือเป็นอุปาทานความพึงพอใจในการไปยึดความสุขอันเกิดจากผลของสมาธิและฌาน ซึ่งมักจะสังเกตุตัวเองไม่ออก,  ต้องมีสติรู้ และไม่แอบเสพ,  การแอบเสพโดยพึงพอใจอยู่ลึกๆโดยไม่รู้ตัว และการปล่อยไหลไปตามความเคยชินตามธรรมชาติของจิต และความเชื่อนี่แหละสําคัญที่สุด  ซึ่งจิตจะอยู่ในสภาพนิ่งแช่  แอบมองจิตภายในหรือความสบายกาย  หรือเลื่อนไหลไปโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆหรือตลอดเวลา  นี่แหละคือโทษที่กล่าวกันว่าเกิดจากการไปติดสุขในสมาธิหรือฌานทางรูปธรรมให้เห็นกันชัดๆ  เพียงแต่เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น  อันท่านจัดเป็นวิปัสสนูปกิเลส
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 ผู้ที่ติดปีติ สุขในฌานทุกคน เช่นผู้เขียนจักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ทําอะไร ไม่ได้ตั้งใจทํา ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น กล่าวคือมีการเลื่อนไหลเข้าสมาธิเองโดยไม่ได้ตั้งใจทํา  หลายๆท่านเพียงนั่งหรือนอน อ่านหนังสือก็ไหลเลื่อนไปทันที  ดังนั้นมีหลายๆท่านอยากจะทิ้งฌานทิ้งสมาธิ แต่ไม่สามารถทําได้ เพราะจิตมีความเคยชิน เฉกเช่นธรรมชาติของนํ้าอันย่อมต้องไหลลงสู่ที่ตํ่ากว่าตามแรงดึงดูดของโลก ธรรมชาติของจิตก็เช่นกันย่อมไหลไปตามแรงดึงดูดของความเคยชินที่ได้สั่งสม อบรม และกิเลสตลอดจนตัณหาอันคือความสุขใจสุขกายอันเกิดแต่ผลของสมาธิและฌานที่ตามได้สั่งสม หรือฝึกฝนอบรมมา จึงเป็นความเคยชินโดยธรรมชาติ ท่านจึงจัด "สุข"ในณานนี้เป็น"วิปัสสนูปกิเลส" หรืออุปกิเลส ๑๐ ของวิปัสสนา อันคําว่า "อุป "นี้มีความหมายว่าเคยชิน,เป็นประจําสมํ่าเสมอ เหมือนคําว่าอุปนิสัยที่หมายความว่านิสัยเคยชินนั่นแหละ  ดังนั้นผู้ที่ติดสุขในฌานเมื่อเผลอหรือจิตตั้งมั่น แน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาจะเป็นอะไรก็ได้ แม้แต่การทํางาน,ดูทีวี, อ่านหนังสือ, แม้แต่ขณะหลับ ฯลฯ. สารพัดจนคาดไม่ถึง จิตจะมีอาการไหลเลื่อนเข้าสุขโดยไม่รู้ตัว สังเกตุให้ดีมีอาการเบาสบายชนิดละเอียดจริงๆแฝงอยู่จากจิตตั้งมั่นชนิดพึงพอใจในกิจหรืองานที่ทํานั้น   อย่างผู้เขียนเองนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นเบาๆเท่านั้นกับสิ่งใดๆหรือถูกจริต  แม้การนอนจะมีอาการซาบซ่านไปทั่วกายและใจ และจะคอยเสพและสังเกตุแต่รสชาติอันสัมผัสได้ทั้งทางกายและทางใจที่เกิดขึ้นนั้น โดยเฉพาะที่กายมีอาการเย็นสบาย และตามใบหน้า ที่หลัง หรือไหล่หรือแขนขาดุจดั่งมีขนนกอันอ่อนนุ่มละมุนละไมหรือประจุที่ละเอียดอ่อนมากๆลูบไล้เบาๆไปทั่วกาย แม้แต่ใจก็สดชื่น   เมื่ออยู่ในสิ่งเหล่านี้นานๆเป็นเดือน เป็นปี หรือถูกกระทบด้วยทุกข์ ก็จะทําให้เกิดอาการต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วทันที
        บางท่านรู้ตัวในอาการนี้ดี ต้องการเลิกหรือกําจัดปีติ,สุขหรือสมาธิ,ฌานออกไป ขอเรียนให้ทราบว่าไม่มีทางเสมือนหนึ่งขี่จักรยานเป็นแล้ว ว่ายนํ้าเป็นแล้ว อ่านหนังสือเป็นแล้ว ย่อมไม่มีวันลืมฉันใด ฌานหรือสมาธิก็ฉันนั้น  แต่อาการต่างๆเราสามารถแก้ไขได้ให้เหลือแต่สัมมาสมาธิหรือฌานอันมีคุณประโยชน์แก่การปฏิบัติอันเป็นสื่งที่พึงกระทําได้
        เราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง มีอยู่และใช้ให้ถูกให้เป็นประโยชน์ ขณะใช้ขอให้มีสติรู้ จึงเกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน แต่แค่ให้จิตและกายปลอดโปร่ง ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย ไม่วอกแวกออกไปคิดนึกปรุงแต่งอันยังให้เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันเป็นผลดีของสมาธิ อันเป็นกําลังอันสําคัญของจิต เป็นฐานกําลังใหญ่ในการปฏิบัติพิจารณาธรรม  ปล่อยเป็นไปตามสภาวะธรรมชาติ โดยต้องไม่ไปยึดติด แอบเสพ แอบมอง แอบพึงพอใจยึดไว้เพื่อเสพสุข หรือหวังผลประโยชน์ทางอื่นๆ
        หรือ ใช้รักษาผู้อื่นในบางโรค โดยอาศัยพลังงานที่ก่อเกิดขึ้นจากปฏิกริยาเคมีและพลังจิต และการรวมสมาธิของผู้ป่วยเอง (แต่ไม่แนะนําให้ปฏิบัติ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเกิดผลที่ร้ายแรงกว่าที่ท่านนึกมากทั้งต่อผู้รักษาเองและผู้ถูกรักษา) หรือ
       ระงับเวทนาทางกาย เช่นความเจ็บปวด, ป่วยไข้
       ระงับเวทนาทางใจที่แรงกล้า ที่บังเกิดอย่างรุนแรง เป็นกําลังของจิต
       ระงับกามารมณ์
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 ใช้ปีติดับความหดหู่หรือเสียใจ ที่บังเกิดแก่จิตดังพุทธพจน์ ที่ตรัสไว้ดังนี้
       "สมัยใดจิตหดหู่ สมัยนั้นเป็นกาลเจริญธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชน์ฌงค์ ปีติสัมโพชน์ฌงค์.....ส่วนสติ เรากล่าวว่ามีประโยชน์ในทุกกรณี"    (พุทธธรรม น.๘๘๕)
หมายถึง เมื่อใดที่จิตหดหู่เศร้าหมอง ให้พิจารณาธรรมหรือสิ่งที่บังเกิดขึ้นในจิต(ธรรมวิจัย), เพียรยกหรือปรับจิต ไม่ให้หดหู่ตกตํ่า(วิริยะ)เช่นเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อบดบังทุกข์ และใช้ปีติอันอิ่มเอิบอันเกิดจากเข้าใจในธรรมนั้นๆ หรือปีติที่เราสามารถตั้งหรือระลึกได้, สําหรับสตินั้นท่านกล่าวว่าเป็นคุณประโยชน์ในทุกกรณี
        ใช้ให้เป็นประโยชน์ถูกต้องก็จักเป็นคุณอนันต์ ต้องไม่ไปยึดพึงพอใจกับปีติและสุขที่เกิดขึ้น(ซึ่งปกติสังเกตุไม่ออกเสียด้วย) ให้สังเกตุให้เห็นด้วยตาปัญญา(เข้าใจ) แล้วจักแยกออกว่าเราแอบเสพมันอยู่ทุกขณะจิตที่จิตมีโอกาสโดยไม่รู้ตัว  โดยเฉพาะเมื่อจิตตั้งมั่นกับสิ่งหรืองานที่ชอบโดยไม่รู้ตัว
        สุขในทางโลกๆก็เฉกเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอุปาทานมีอาการติดที่ลึกซึ้ง ละเอียด แยบคาย เบาบางกว่าไม่อาจสัมผัสได้ชัดเจนเท่า แต่ก็เป็นเฉกเช่นกัน เมื่อติดแล้วก็ต้องพยายามหาเสพอยู่เรื่อยๆเช่นกันและแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่ได้ก็มีอาการทุกข์ต่างๆนานาทางใจและกาย มีโรคจํานวนมากป่วยทางกายแต่สาเหตุมาจากจิต และสุขทางโลกยังมีอาการลึกซึ้งกว่า ร้ายกาจเลือดเย็น อํามหิตยิ่งกว่าติดสุขในฌานเสียอีก ลองพิจารณาดูความร้ายกาจของสุขในวิปัสสนูปกิเลสดู ขนาดเราๆยังหลงขนาดนี้ แล้วทุกข์ตัวจริงที่มองไม่เห็นจักดับยากแค่ไหน
        ถึงตอนนี้ เราต้องโยนิโสมนสิการด้วยตัวเราเองว่า สมาธิ หรือฌานที่เราฝึกนี้มีจุดประสงค์เพื่อดับทุกข์ หรือเพื่อเสพหรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ในจิต จักได้รู้วัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง และไม่เกิดความไขว้เขว ควรดับทุกข์เสียก่อนแล้วจึงกระทําในสิ่งอื่นๆเช่นใช้เป็นเครื่องอยู่ หรืออภิญญาอันแล้วแต่วาสนาบารมีจึงเป็นเรื่องถูกต้อง
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 การละการติดสุขในสมาธิหรือฌานนี้ หมายถึงสุขที่เกิดแล้วไปยึดติดยึดเสพ(ไม่ได้หมายถึงองค์สมาธิ หรือฌานที่ดี ที่ถูกต้อง อันคือสัมมาสมาธิ แยกแยะให้ถูกต้องด้วย) ไม่ใช่ของง่ายๆ จัดเป็นทั้งวิปัสสนูปกิเลส และจัดเป็นสังโยชน์ในขั้นละเอียดที่ละได้ในขั้นอรหันต์เท่านั้น(ดูสังโยชน์๑๐) ตลอดจนเป็นรูปภพในภพของปฏิจจสมุปบาทอันถูกครอบงําโดยไม่รู้ตัวด้วยอุปาทานความพึงพอใจ,  จึงทําให้ละยากกว่ากามราคะและความขุ่นข้องหมองใจ(ปฏิฆะ)เสียอีก ดังนั้นจึงควรมีสติเข้าใจถึงคุณและโทษที่จักบังเกิด
        ที่กล่าวกันว่านักปฏิบัติมักเกิดวิกลจริตก็เกิดจากสาเหตุนี้เอง มิได้เกิดจากวิญญาณ หรือภูตผี หรือบารมีไม่ถึง หรือจากการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ฯลฯ. แต่เกิดจากการปฏิบัติผิดพลาด คือเมื่อมีอาการเป็นนานๆไม่สามารถถอดถอนออกได้เพราะความไม่รู้หรือปล่อยอยู่ได้นานๆเป็นเดือนๆหรือเป็นปีๆแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหตุเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีสิ่งใดมากระทบจิตกระเทือนใจให้หลุดจากสมาธิ และเสพแต่เพียงเบาบางไปเรื่อยๆ จึงทําให้สามารถอยู่ได้นานๆโดยยังไม่มีอาการ  แต่ในที่สุด ตามธรรมชาติของจิตที่จะไหลเลื่อนเข้าไปเรื่อยๆตามความเคยชินอันท่านได้สั่งสมไว้โดยไม่รู้ตัว(สังขารในปฏิจจสมุปบาท)  หรือเมื่อมีทุกข์สิ่งใดมากระทบจิตก็จักเกิดขึ้น และจักมีอาการต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในสภาพเกิดๆดับๆ ถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้นไปเป็นลําดับเรื่อยไป จนจิตและกายถูกโจมตีจนอ่อนล้าเนื่องจากความถี่และวิตกจริต ตกอยู่ในสภาพที่รับไม่ไหว หาทางออกไม่พบ ในที่สุดจึงกลายเป็นสภาพวิกลจริต อันเป็นทางออกของจิตชนิดหนึ่ง, หรือมิฉนั้นก็เกิดจากการติดสุขนั้นอย่างรุนแรงนานๆ
        ดังนั้นผู้มีอาการมากๆ ควรหยุดการจดจ่อในสิ่งใดๆรวมทั้งการปฏิบัติสมาธิ การสวดมนต์ สักระยะหนึ่ง และมีความเข้าใจทั้งคุณและโทษ อ่านวิปัสสนูปกิเลสประกอบการพิจารณา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
        ผู้ที่มีอาการรุนแรงควรปฏิบัติในเบื้องต้นดังนี้
        ฌานหรือสมาธินั้นเป็นจิตสังขารชนิดหนึ่ง เราจึงใช้หลักจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐาน๔ จิตเป็นฌาน(มหรคต)เป็นสมาธิอยู่ก็รู้ว่าจิตเป็น แล้วเป็นกลาง(อุเบกขา)คือวางทีเฉยดูโดยไม่ต้องไปยุ่งแค่รู้และไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งฝ่ายดีก็ไม่ ฝ่ายชั่วก็ไม่อันจักยังให้เกิดเวทนา อันจักยังให้เกิดตัณหาและทุกข์เพิ่มขึ้นอีก  แล้วปฏิบัติดังต่อไปนี้ในช่วงแรก
        ๑. ในช่วงแรกๆ ให้หลีกเลี่ยงพิธีกรรมหรืองาน การปฏิบัติ รวมทั้งที่ทําให้จิตเกิดการจดจ่อ หรือเกิดสมาธิเช่นการสวดมนต์ การนั่งสมาธิ  การจงกรม  การปฏิบัติต่างๆ  ตลอดจนหยุดใช้ฌานหรือสมาธิในสิ่งต่างๆทุกชนิด
        ๒. ในช่วงแรกๆให้หยุดการออกกําลังกายประเภทก่อเป็นสมาธิได้เช่น รํามวยจีน จ๊อคกิ้ง การเดินสบายๆ การเล่นวิดิโอเกมส์(เด็กรุ่นใหม่จึงพากันเกิดปัญหานี้มากที่ทําให้เป็นโรคฮิตในปัจจุบันคือโรคสมาธิสั้น อันมิได้เกิดแต่กรรมพันธ์ วันหน้าผู้เขียนจะเขียนรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้อ่าน เนื่องจากเกิดจากกระบวนจิตที่เกี่ยวเนื่องกับสมาธิ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน) อันจักก่อให้เกิดอาการได้เช่นกัน  เพราะกีฬาที่ออกกําลังกายชนิดสมํ่าเสมอ หรืองานที่ทําอย่างใช้ความตั้งใจหรือสมาธิแต่ในงานนั้น เป็นสมาธิอย่างหนึ่งเช่นกันอันใช้ถูกทางก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สําหรับผู้ที่กําลังเป็นปัญหาอยู่,  หมั่นเปลื่ยนอิริยาบถอย่าจดจ่อกับสิ่งใด
        ๓. สังเกตุอาการเป็นดังที่ผู้เขียนพูดหรือไม่ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจสัมผัสได้ด้วยตนเองว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ  แล้วให้พิจารณาดูโทษ  เพื่อจิตจักได้มีกําลังต่อสู้อันเกิดแต่ปัญญาที่เข้าใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจแอบเสพแอบยึดโดยไม่รู้ตัว
        ๔. ผ่อนกาย ใจ ไปทางโลกๆบ้างในเบื้องต้น เพื่อลดอาการต่างๆ  มีฌานอยู่ก็รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ต้องไปทําอะไรกับเขา อันเป็นไปตามหลักจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐาน๔
        ๕. พิจารณาตนเองว่า มาปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์จริงๆหรือไม่ และที่เกิดขึ้นนี้เพราะความไม่รู้โทษ หรือเพื่อหวังสิ่งใดอันซ่อนเร้นอยู่ในจิต ให้รู้แจ้งประจักษ์แก่ใจตนเองจริงๆ(ลองพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายต้องพบอย่างแน่นอน)จักได้ละวางได้
กำมุนา วัดตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กลับไปยังรายบอร์ด