สมาชิกล่าสุดที่อ่านหัวข้อนี้

กลับไปยังรายบอร์ด

เรียน เชิญท่านที่สนใจ ศึกษาวิชา ลึกลับในดง

ครับ ในช่วงนี้ ผมได้ไปศึกษาหาความรู้ อันเป็นคุณค้าทางจิตวิณญาณ เพื่อให้เกิด ปัญญา ทั้งทางโลกและทางธรรม เลย มาแบ่งปัน ให้พี่น้องชาว ญาณทิพย์ ได้ศึกษาและเรียนรู้ ในทางศาสตย์ ที่คนในสมัยก่อน ได้ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางสมาธิจิต ทางวิทยาอาคมมนต์ตรา ตามที่ถูกต้องจริงใช้ได้จริง ที่เลียกได้เลยว่าศิษมีครูจริงๆๆเขาเป็นอย่างไรกัน ไม่ใช่หลงๆ หลับๆ ตื่นๆ งง ๆ แล้วว่าโน้นว่านี้ไปเลื่อย เลยนำมาเล่าศึกษาว่า..... วิชาในดงเป็นอย่างไร.....
โดย ผมจะ แนะนำดังต่อไปนี้....พระ

พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต นามสกุล ศิริสมบัติ เป็นบุตรของ พระยาศิริสมบัติ มหาเศรษฐีระดับพันล้าน สมัยก่อนสงครามโลก ซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านเรียนจบแพทย์ศิริราชรุ่นหลักสูตรเร่งรัด 2 ปี ในสมัยสงครามโลกเมื่อเรียนจบยังไม่ทันได้ทำงาน ท่านไปเที่ยวกับเพื่อนสนิท 2 ท่านคือ หม่อมเจ้าไชยเดช พัฒนเดช และอาจารย์เฉลียว เพื่อนร่วมรุ่นซึ่งสนิทกันมาก อยู่มาวันหนึ่งท่านประสบอุบัติเหตุ แข้งขาหัก ญาติผู้ใหญ่พาไปรักษากับหลวงปู่พลอย วัดเงิน (วัดรัชดาธิษฐาน) ตลิ่งชัน เพราะท่านเก่งเรื่องหมอ

โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระดูกแล้วเชี่ยวชาญที่สุด หลวงปู่บอกว่าถ้ารักษาหายแล้วให้บวชเณร เจ้าตัวก็ยอมรับ หลวงปู่จึงรักษาให้ทางไสยศาสตร์ โดยให้พากลับบ้านได้ แล้วท่านก็นั่งปั้นหุ่นรักษาแข้งขาหักที่ร่างของหุ่น ไม่กี่วันเจ้าของร่างที่ป่วยก็หายเดินได้เป็นปกติ เมื่อหายแล้วจึงรักษาสัจจะกับหลวงปู่ ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับท่าน ทั้งได้ชวนเพื่อนสนิทไปด้วยคือ หม่อมเจ้าไชยเดช พัฒนเดช และอาจารย์เฉลียว อยู่กับหลวงปู่ระยะหนึ่ง ท่านส่งสามเณรทั้ง 3 ไปเรียนวิชากับหลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากพระปฐมเจดีย์นัก

สามเณรทั้ง 3  อายุ 18-19 ปี อยู่ในวัยกำลังซุกซน วันหนึ่งชวนกันไปเที่ยวขุดหัวมันในป่าอยู่ติดกับวัดนั่งเอง กำลังขุดกันเพลินก็มีเสียงทักขึ้นมาว่า “เณร ทำอะไรกัน” สามเณรพากันเหลียวดู ก็เห็นตาแก่ผิวดำ รูปร่างสูงใหญ่ยืนยิ้มอยู่ จึงพากันตอบว่า “ขุดหัวมันจะเอาไปต้มกิน” ตาแก่บอกว่า “มันสุกอยู่ในดินแล้ว ขุดขึ้นมาก็กินได้ทันที ไม่ต้องเอาไปต้มหรอก”
เมื่อสามเณรขุดขึ้นมาก็สุกจริงดุจที่ตาแก่บอก จึงมองหน้ากันด้วยความฉงน ตาแก่ถามว่า “พวกแกว่าฉันเก่งมั้ย อยากเป็นศิษย์ของฉันมั้ย” ทั้ง 3 ท่านมาจากตระกูลสูง เมื่อมีตาแก่บ้านนอกมาใช้วาจาไม่เป็นที่เคารพขึ้นฉัน ขึ้นแก แล้วยังมาอาสาเป็นอาจารย์อีกจึงแสดงความไม่พอใจ พูดสวนขึ้นว่า “ตาแก่ แกมีดีอะไรนักหนาถึงบังอาจมาอาสาเป็นอาจารย์ของพวกข้า” ตาแก่หัวเราะฮาๆ กล่าวว่า “เอางี้ไหมพนันกัน ฉันจะให้พวกแก 3 คนนี่ทำร้ายโดยวิธีไหนก็ได้ ถ้าฉันได้รับอันตรายใดๆ จะไม่ถือโทษ แต่ถ้าไม่เป็นอะไรแล้ว พวกแกต้องเป็นศิษย์ไปเรียนวิชากับฉัน”

ทั้ง 3 ท่านได้คำรับท้าดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นพากันทำร้ายตาแก่คนนั้น บ้างเตะ ต่อย เอาท่อนไม้ตี เอาก้อนหินทุบขว้าง พยายามลงมือกันเป็นเวลานานจนสิ้นเรี่ยวแรง ตาแก่ก็นั่งบนขอนไม้ให้ทำร้ายอย่างไม่สะทกสะท้าน และไม่แสดงกริยาอาการบาดเจ็บอย่างใดทั้งสิ้น จนทั้งสามท่านนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน ตาแก่หัวเราะฮาๆ พูดว่า “พวกแกแพ้ฉันแล้ว ต้องกราบรับฉันเป็นอาจารย์เดี่ยวนี้ สิ้นคำสามเณรทั้งสามก็ลุกขึ้นนั่งกราบท่านพร้อมๆ กัน ตาแก่จึงเอาแขนโอบสามเณรทั้งสามท่านแล้วหายแว็บ จากที่นั่นไปโผล่ในดงลี้ลับแห่งหนึ่งในชั่วพริบตา

พระอาจารย์ชาญณรงค์เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า... ในดงนั้นมีพระและฆราวาสที่อยู่ฝึกวิชากับตาแก่ประมาณ 50 ท่าน มีฆราวาสมากกว่าพระ และทุกท่านเรียกตาแก่ว่า “หลวงตาดำ” พระอาจารย์ชาญณรงค์เคยถามชื่อของท่านว่าชื่ออะไรกันแน่ ท่านให้เรียกว่า “หลวงตาดำ” ก็ใช้ได้แล้ว ถามว่าเป็นคนหรือภูตผี หรือเทวดา ท่านก็ให้จับดู เห็นเป็นคนมีเลือดเนื้อเหมือนกัน เมื่อถามถึงอายุ ท่านบอกว่าไม่รู้กี่ปี ท่านได้ร่วมงานพระศพของพระพุทธเจ้า ท่าน (หลวงตาดำ) เป็นศิษย์ของพระมหากัสสปะ ได้รับมอบหมายให้บำเพ็ญอิทธิบาทธรรมมีชีวิตอยู่ยืนยาวเพื่อรักษาพระศาสนาคราวใดที่พระศาสนาเริ่มเสื่อมเศร้าหมอง มีอลัชชีเข้ามาอาศัยในพระศาสนามาก คำสอนอันแท้จริงเริ่มเสื่อม ท่านต้องฝึกลูกศิษย์ขึ้นมาช่วยกันสั่งสอนใหม่ ให้กลับคืนสู่เนื้อหาพุทธศาสนาอันจริงแท้
พระอาจารย์ในดง ลูกศิษย์ของหลวงตาดำ พระอาจารย์ชาญณรงค์บอกว่า... เท่าๆ ที่เคยพบเห็นและเรียกกันในดง มีหลวงพ่อตีนโต เป็นพระที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ฝ่าเท้ายาวใหญ่ วัดจากล่างถึงหัวเข่าได้ 81 เซนติเมตร ท่านเปิดเผยตัวเองบ่อยเพราะชอบสอนคน จึงมีคนพบเห็นท่านเสมอ ที่มักเรียกขานกันว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร ความจริงชื่อนี้ไม่มีใครเรียก หรือรู้จักกันในดง เห็นเรียกรูปพระที่ปรากฏในภาพถ่ายโบราณว่า พระครูเทพโลกอุดร ความจริงเป็นรูปหลวงพ่อตีนโต ท่านเป็นพระกรรมฐานนิกายธรรมยุตเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4-5 เข้าเป็นศิษย์ ของหลวงตาดำรุ่นเดียวกับกรมพระราชวังบวรวิเศษไชยชาญ หรือพระองค์ดำ เป็นคนร่วมสมัยกับหลวงปู่สุก วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อโพรงโพธิ์ ผู้มักท่องเที่ยวอยู่ในแถวจังหวัดกาญจนบุรี เหตุที่ชื่ออย่างนั้น เพราะท่านปลูกต้นโพธิ์เป็นวงกลม ปลูกติดๆ กัน พอต้นโพธิ์ใดขึ้นก็มีโพรงใหญ่อยู่ข้างใน ท่านก็ใช้เป็นที่อยู่ของท่าน

พระในดงเขาไม่เรียกชื่อจริง ใครมีลักษณะแบบไหนก็เรียกตามนั้น ลืมชื่อสมมุติในโลกให้หมด หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า ท่านมีลักษณะสกปรกมอมแมมด้วยฝุ่นขี้เถ้า เพราะท่านนิยมก่อไฟบูชาไฟ เพ่งกสิณไฟ และไม่เคยอาบน้ำ ศิษย์ของท่านที่ผู้คนรู้จักกันดี คือ หลวงพ่อกบ วัดเขาสาลิกา และ หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อเศียรบาตร (หลวงปู่หัวยุบ) มีชื่อตามลักษณะของท่านซึ่งมีศีรษะโตใหญ่ และหลวงปู่ยามแดง

ตามบันทึกของอาจารย์พันเอกชม บอกว่า 12 ตุลาคม 2535 เยี่ยมอาจารย์ชาญณรงค์ ไปกับ พ.อ. ยนต์ ท่านเล่าว่า หลวงพ่อตีนโต หลวงปู่สุข (อาจารย์แจ้งฌานแห่งเขาใหญ่) หลวงตาแป้น และท่านเจ้า (เสด็จในกรมวังหน้า ร.5) และหลวงพ่อโพรงโพธิ์ เรียนกับหลวงตาดำรุ่นเดียวกัน เป็นคนไทย 5 คนที่เรียนจบแล้วเป็นครูฝึก รุ่นเดียวกับอาจารย์ชาญณรงค์มี อาจารย์ประทุม อาจาร์เฉลียว อีกคนตายชื่อ ศิริ หลวงปู่แป้น หลวงปู่พลอย เป็นศิษย์นอกดงของหลวงตาดำ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่ออี๋ สัตหีบ เป็นศิษย์นอกดง (ไม่บ่งว่าเป็นศิษย์ของใคร) อาจารย์ฉลอง ผู้ทำยาทูลฉลอง อาจารย์พัว แก้วพลอย เป็นศิษย์นอกดง เรียนกับ หลวงปู่สุข (แจ้งฌาน) ที่เขาใหญ่
ในบันทึกของพ.อ.ชม กล่าวว่า... สามสหาย (พระอาจารย์ชาญณรงค์ หม่อมเจ้าไชยเดช พัฒนเดช และอาจารย์เฉลียว) อยู่ฝึกวิชาฌาน 8 กับหลวงตาดำในดงลี้ลับเป็นเวลาเกือบ 4 ปี เมื่อสำเร็จฌาน 8 ท่านก็ส่งตัวออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อมาฝึกวิชาภาคสนามต่อสู้กับกิเลสตัณหา อันจะเป็นบรรทัดฐานให้ฝึกจิตชั้นสูงโลกุตรธรรมตราบจนสิ้นพระอรหันต์เป็นที่สุด สหายอีก 2 ท่านสึกออกมาฝึกในเพศฆราวาส มีเพียงท่านอาจารย์ชาญณรงค์เท่านั้นที่ยังคงเป็นบรรพชิต

เมื่อจบออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว หลักสูตรขั้นแรกคือต้องฝึกลูกศิษย์ให้ได้ 10 คนเป็นอย่างน้อย ตามหลักวิชาฤทธิ์อภิญญาที่เรียนมาจากในดง เพื่อสร้างคนมีคุณภาพไว้สืบพระศาสนา ศิษย์ที่ไปเรียนในดงลี้ลับ เรียกว่าศิษย์ในดง ส่วนศิษย์ที่เรียกต่อจากศิษย์ในดงเรียกว่าศิษย์นอกดง ถึงแม้นจะอยู่ในป่าเขาตลอดก็เรียกว่าศิษย์นอกดงอยู่นั่นเอง ศิษย์นอกดงรุ่นแรกของอาจารย์ชาญณรงค์เท่าที่ทราบมีหลวงพ่อคูณ ผู้โด่งดังในยุคปัจจุบัน เสือดำ ผู้ล่องหนหายตัว ซึ่งต่อมามีบารมีธรรมถึงขนาดหลวงตาดำมารับเข้าไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว อีกท่านมีนามว่า อาจารย์ละมูล ส่วนอาจารย์พันเอกชม เป็นศิษย์รุ่นหลัง และหลายสิบท่าน ซึ่งไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของชื่อ
ท่านอาจารย์ชาญณรงค์ ท่านเป็นโรคริดสีดวงทวาร ท่านก็ปล่อยไว้อย่างนั้นไม่ยอมรักษาจนอาการหนักเขา ลูกศิษย์นำท่านไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ก่อนจะสิ้นใจท่านสั่งโยมอุปัฏฐากไว้ว่า ให้จัดศพอย่างไร ห้ามหมอฉีดยากันเน่าเหม็นให้คงธรรมชาติไว้ที่สุด เมื่อท่านสิ้นใจแล้วเขาก็แต่งศพท่านตามคำสั่ง แล้วนำศพไปเก็บไว้ที่ศูนย์ฝึกวิชาของท่านแก่ศิษย์ๆ แถวถนนวงแหวนพุทธมณฑล เมื่อครบ 7 วัน ก็ทำบุญให้ท่าน เขาเปิดดูศพก็เหมือนคนนอนหลับ ทั้งไม่มีกลิ่นเหม็นใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากกลิ่นอับเท่านั้น พอครบ 50 วันก็เปิดศพอีกทีหนึ่ง ปรากฏรูปหน้าไม่ใช่ท่านแล้ว อาจารย์พันเอกชมเอามือเข้าไปควานดูภายในก็มีแต่ว่างเปล่า หามีร่างกายของท่านไม่ คงเห็นแต่ภายนอกว่ามีศีรษะ เท้า 2 ข้าง และมือ 2 ข้าง ที่โผล่ออกจากผ้า ท่านจึงถ่ายรูปไว้ แล้วนำมาขยายให้เท่ากับใบหน้าคน

ปรากฏว่าใบหน้าศพกับหน้าของท่านไม่มีร่องรอยสักนิด แต่ใบหน้านั้นเหี่ยวแห้งแล้ว เป็นหน้ายาวรูปหน้าเหมือนหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี มีไฝเม็ดใหญ่ที่แก้มขวา ฟันล่างเกและห่าง ซึ่งจากคำบอกเล่าของศิษย์บอกว่า ฟันของท่านอาจารย์ชาญณรงค์ขาวสะอาด เรียงเป็นแถวสวยงามดุจไข่มุกที่ร้อยเป็นทาง ไม่มีลักษณะฟันเกเลย ซึ่งผิดกับศพอย่างเห็นได้ชัด จึงสันนิษฐานว่าท่านใช้วิชาสับเปลี่ยนร่าง หรือเนรมิตร่างตายแทน แล้วล่องหนหายตัวไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว

ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างของพระในดงรูปอื่นๆ ในอดีตเป็นเรื่องเทียบเคียง เช่น หลวงปู่โพรงโพธิ์ ทนคนมารบกวนมาขอหวยไม่ไหว จึงให้เสือมาคาบร่างไปกลางคืน วันต่อมาชาวบ้านไปพบศพของท่านก็เสียใจร้องไห้ แล้วทำการฌาปนกิจศพของท่าน อยู่ไม่นานก็มีคนไปพบท่านยังมีชีวิตอยู่ในโพรงโพธิ์เหมือนเดิม จึงไปนิมนต์มาอยู่วัดที่สร้างขึ้นมานั้นอีก แล้วต่อมาก็มีคนไปพบท่านอีกที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง และหลวงพ่อโอภาสี ซึ่งเป็นศิษย์ของขัวขี้เถ้า เมื่อมรณภาพแล้ว มีชาวอินเดียที่มาเมืองไทยมาเห็นภาพของท่านบอกว่า เขาเห็นพระรูปนี้อยู่ที่อินเดีย ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับภาพที่เห็นนี้จริง
ผู้ที่ฝึกสำเร็จเมื่อไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว เมื่อจากไปมีอายุเท่าไรก็จะมีอายุเท่านั้น เป็นอมตะหรือยืนยาวถึงหมื่นปี เพราะโลกของชาวบังบดหรือเมืองลับแล คนที่ไปอยู่ที่นั่นจะต้องอายุยืนยาว พระอาจารย์ชาญณรงค์ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังว่า เมื่อเจ้าไปอยู่ดงใหม่ๆ นั้น ท่านเห็นพระรูปหนึ่งแก่หง่อมมาก ตัวสั่นงกเงิน เดินหลังโกงเหมือนมีอายุมากที่สุดในดง เมื่อสอบถามดูปรากฏว่ามีอายุน้อยกว่ารูปอื่นๆ ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราว50-60 ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝึกตอนแก่ เมื่อสำเร็จแล้วเข้าไปอยู่ในดง ท่านก็จะปรากฏในวัยนั้นตลอดไป บางท่านเห็นหน้าในวัยกลางคน เมื่อถามอายุกลับประมาณไม่ได้ว่ากี่ร้อยปี

การมีอายุยืนยาวของท่านเหล่านี้ จะเป็นด้วยการบำเพ็ญอิทธิบาทธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ถ้าทรงบำเพ็ญอิทธิบาทธรรมก็ต้องอยู่ในอีกมิติหนึ่งเช่นท่านเหล่านี้ จึงสามารถมีอายุได้เป็นกัลป์ดุจพระไตรปิฎกกล่าวถึง หรือว่าเพราะบรรดาท่านที่อยู่ในดงลี้ลับฉันยาอายุวัฒนะแล้วเข้าสมาบัติทุกเดือน จึงมีอายุนานเป็นร้อยเป็นพันปี

พระอาจารย์ชาญณรงค์เคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า..เรื่องบุญบารมีของคนนี้มันแตกต่างกัน มีวาสนาบารมีทางไหนก็ไปทางนั้น ถ้ามีทางธรรมแก่กล้ามาแต่ชาติปางก่อนและมีความเกี่ยวพันกับพระอาจารย์ในดงมาก่อน ท่านจะรับตัวไปฝึกตั้งแต่เด็ก เช่น ผู้ที่หลวงตาดำมารับเข้าไปอยู่ในดงตั้งแต่เด็กน้อยมีอยู่คนหนึ่ง มีปานเป็นรูปใบโพธิ์อยู่หน้าผาก ความพยายามเฟ้นหาลูกศิษย์เพื่อถ่ายทอดวิชาของพระอาจารย์ในดงนี้ มีจุดประสงค์ก็เพื่อแก้ไขพระศาสนาในยุคกึ่งพุทธกาลและรับสงครามใหญ่ที่จะเกิดขึ้น จากนั้นท่านจะเปิดตัวและทำการชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์ ตั้งแต่นั้นคนจะเห็นโทษเห็นภัยของความชั่วคนชั่วจะพากันตายในสงครามเป็นจำนวนมาก คนที่เหลือเป็นคนมีบารมีพอโปรดได้ พระศาสนาจะเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นอีกครั้ง บรรดาเหลือบศาสนาต่างๆ จะหมดไปมิจฉาทิฐิก็จะหมดไป เพราะเห็นแจ้งถึงความจริงต่างๆ ทุกวันนี้ท่านก็เริ่มเปิดตัวขึ้นมากแล้วเพื่อเตรียมการณ์
ประเทศไทยเรานี้มีอะไรดีๆที่แตกต่างจากประเทศอื่น ถึงจะดีจะชั่วอย่างไรเราก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองป้องกันมาตลอด ผู้ที่ป้องกันเราไว้คือพระอาจารย์ในดงนี่เอง เสียงจากในดงเล่าว่า...การที่ไทยเราไม่เสียเมืองให้อังกฤษเพราะอภินิหารของสมเด็จกรมพระราชวังบวรวิเศษชัยชาญ อาจารย์ในดง ซึ่งไปเหยียบเรืออังกฤษหรือฝรั่งเศสก็ไม่แน่ใจจนเรือเอียง ทำให้ฝรั่งเห็นว่าในหลวงของเราทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก จึงพากันถอยออกไป พระอาจารย์ในดงได้ช่วยเหลือประเทศชาติของเราให้หลุดพ้นจากมหาวิบากในรูปแบบที่แตกต่างกัน เราจึงเป็นหนี้บุญคุณของท่านโดยไม่มีโอกาสได้รู้ได้เห็น เพราะท่านเหล่านี้ทำอะไรไม่หวังผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือลาภสักการะ ทำแล้วก็แล้วกัน ขอให้ผลเกิดขึ้นมาเป็นดี ประชาชนมีความร่มเย็นเป็นสุขก็เป็นอันใช้ได้

ในวงการปฏิบัติธรรม หากพระภิกษุหรือฆราวาสท่านใดมีจิตใจมุ่งมั่นในการปฏิบัติกรรมฐาน ชอบหลีกเร้นท่องเที่ยวอยู่ในดงดุจพญาราชสีห์ พระอาจารย์ในดงท่านจะไปโปรดช่วยเหลือแนะนำสั่งสอนเอง แม้แต่หลวงปู่ทวด และหลวงปู่โต สมัยที่ท่านหายไปหลายปี ท่านก็เข้าไปอยู่ในดงกับหลวงตาดำ เช่นกัน สิ่งละอันพันละน้อยที่หยิบออกมาจากบันทึก เท่าที่ข้าพเจ้าจะพอสรุปได้มีเพียงเท่านี้พอเป็นหลักฐานของครูบาอาจารย์ในดงลี้ลับ
จึงมาแนะนำเรียน เชิญท่านที่สนใจจริงๆสามารถ เรียนได้ทั้ง หญิงและชาย ไม่แบ่งเพศ       สอน โดย  ท่าน อาจารย์ ชำนาญ วงษ์ไทย อาจารย์ นอกดงรุ้น ที่ ๒
เปิดสอนวิทยาศาสตร์ทางใจ สายในดง ไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากค่าครูเวลาเรียนวิชชา 6,12,22 บาท
ท่านอาจารย์เป็นศิษย์ท่านพอ.ชม สุคันธรัตน์
(ศิษย์นอกดงรุ่น 2 รหัส 1133---ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์) ท่านได้กรุณาบอกความเป็นมาคร่าวๆ ดังนี้

อาจารย์ใหญ่ในดง----> แท้จริงแล้วคือหลวงตาดำ
หลวงตาดำท่านเป็นบรมครู เป็นอาจารย์ใหญ่ของศิาย์ในดงทั้งหมด ท่่านมีลูกศิษย์ราว 500 องค์ขึ้นไป และพระครูเทพโลกอุดรก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของท่าน

ลูกศิษย์ของหลวงตาดำ--> พระครูเทพโลกอุดร
--> อาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ (อภิชิโต ภิกขุ)

--พระครูเทพโลกอุดรท่านเป็นศิษย์ผู้พี่ของอาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ
--อาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ เป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ อาจารย์ พ.อ.ชมสุคันธรัตน์
--อาจารย์ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์ เป็นศิษย์นอกดง รุ่นที่ 1
ท่านได้ถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ประมาณ 1,000 คน แต่มีลูกศิษย์เพียง 14 คน ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดวิชาความรู้ของท่านให้ผู้ อื่นได้
ซึ่งเรียกว่าเป็นอาจารย์นอกดง รุ่นที่ 2
ศิษย์ 14 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พอ.ชม สุคันธรัตน์ ในปัจจุบันไม่ปรากฎที่อยู่ชัดเจน แต่มี 1 ท่านที่ปัจจุบันยังคงถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์รุ่นต่อๆ ไป คือท่านอาจารย์ชำนาญ วงษ์ไทย (ศิษย์นอกดง รุ่นที่ 2 รหัส 1133 )

***หากผู้ใดอยากทราบคำตอบเกี่ยวกับท่าน พ.อ.ชม สุคันธรัตน์ และสนใจในวิชาด้านนี้เราขอแนะนำให้ท่านติดต่อ อาจารย์ชำนาญ วงษ์ไทย
ถ้าจะไปพบท่านก็โทรนัดล่วงหน้าได้ที่
รับปรึกษาโรคเวรโรคกรรม อำนาจเล้นลับที่เรามองไม่เห็น ---ไม่คิดค่าใช้จ่าย
เปิด รับศิษ สายนอกดง รุ้นที่ 4..ท่านที่สนใจ ในห้องญาณทิพย์   กำหนด 30 ท่านแรก  รับสมัคร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันที่ 22 สิงหาคม ไปจนถึง วัน เสาร์ ที่ 22 กันยายน 2555 เท่านั้น  โดยท่านจะสอน เป็นลำดับขั้นตอน ของสมาธิและการเดินธาตุให้ เบื่องต้น วิชาที่จะสอนมีดังนี้
1.. วิชาการเดินธาตุ ธาตุวิชา และสมาธิจิต ให้มีพลังอำนาจ ทางจิต
2.. วิชาการดับพิษ ไฟเช่น น้ำมันร้อนๆ  เพื่อเอาไปรักษาโรคได้ ทั้งโรคกรรมด้วย
3.. วิชาลูปโซ้ ไฟ ลุยไฟ เพื่อเอาไปรักษาโครและจับโรคกรรม
4.. วิชา เสกใบพลู เสกปูน เป็นคงกระพันชาตรี ได้
5.. วิชา ทางโรค กายทิพย์ หัวใจ 108 พระคาถา
6.. วิชา รัสมี พระเทพพรหม
7.. วิชา ปรอท เข้าตัว ( กายสิทธ์ )
8.. วิชาการเชิญ พลังทิพย์ คุณพระ คุณเทพพรหม ได้ และตรวจ ดูพลังอิธิคุณ พระวัตถุมงคลได้
9.. สุด ยอดอีก วิชา คือวิชาตัว หอม เป็นวิชาที่ อาจารย์พ่อได้จากครูทางโลก ลึกลับ กายทิพย์  ที่มีที่นี้ที่เดียวเปิดสอน ครับ  ต้องลองมาเรียนแล้วจะรู้  ... และมีอีกมากๆ ครับที่ลงไม่ได้ไม่หมดครับ
ท่าน ที่สนใจ ลง ชื่อ... นามสกุล ... เบอร์โทร ที่ติดต่อได้ครับ  ...... หรือโทรมาจองเรียนที่ผม  อ.เมฆฉาย    ได้ที่ 083-4478740  ครับ รับจำนวน 30ท่านแรก สอน แบบ แน้นๆ
เรียน ทุกวัน เสาร์ 9.30 -12.00 น  เรียนที่อยู่ของท่าน อ.ชำนาญ 100/489 ซอย 16(เดิม) หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง
แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม. 10250 (บ้านหลังที่ 3 ขวามือ)
บ้านท่าน อาจารย์พ่อ หมู่บ้านนักกีฬา
สนใจเรียน ลงชื่อ.....นามสกุล เบอร์โทร .... และลำดับที่ ด้วยครับ หรือโทร 0834478740  อ.เมฆฉาย
สนใจเรียนค่ะ
ลำดับที่...... อรกัญจน์  ติยวัฒน์  โทร.080-880-6558
ขอสมัครเรียน ด้วยครับ 2 ที่  
ไตรเทพ เมฆิยานนท์ Tel. 0869998797
ณัฐฐาวรินทร์
เสียค่าครูเท่าไหร่ครับ แล้วเริ่มเรียนวันใหน
ครับ ผมจะโทรนัดและเวลาสถานที่เรียน เพราะท่านอาจารย์พ่อท่าน มีสอนวิชานี้ ในวัน 1.กันยายนอยู่เหมือนกัน ผมก็ต้องไปช่วย ท่านสอนครับ ค้าครูวิชาล่ะ 12 บาทครับ ท่านสอนให้เราเป็นเลย ในเบื่องต้น และสูงๆขึ้นตามลำดับครับ ส่วนผมจะค่อย เสริม ให้ชาว ญาณทิพย์ให้ครับ  .... ป.ล. พิเศษ ชาวญาณทิพย์ผมจะมอบพระ มังหน้า หรือที่เลียกว่า สมเด็จเจ้ากรมท่า ปี 2411 ให้กับสมาชิก  ชาวญาณทิพย์เท่านั้น
ประวัติพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 (สมเด็จวังหน้า)  
พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 (สมเด็จวังหน้า)
สุดยอดของดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระสมเด็จเบญจรงค์ หรือพระสมเด็จวังหน้า หรือพระสมเด็จเจ้าคุณกรมท่า เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2411 อันเป็นปีแรกที่พระบทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์โดยเจ้าคุณกรมท่า (เจ้าพระยาภารุวงศ์มหาโกษาธิบดี – ท้วม บุนนาค) เสนบดีกรมพระคลัง (ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2412) เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง และสมเด็จพระราชกรมวังบวรวิชัยชาญสถานมงคล อุปราชวังหน้าองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ 5 เป็นองค์ประธานการสร้าง

จากหลักฐานเท่าที่ค้นคว้าได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ความค่อนข้างชัดเจนว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2411 ต่อเนื่องไปถึงช่วงค่อนปลายปี พ.ศ.2412 ได้มีการจัดสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์พิมพ์ต่าง ๆ ขึ้นในบริเวณพระราชวังหน้า (บริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) และได้ใช้เตาเผาเครืองเบญจรงค์ส่วนพระองค์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญฯ เป็นเตาอบสมเด็จพระเบญจรงค์ที่สร้างขึ้น สำหรับเตาเผาเครื่องเบญจรงค์ที่กล่าวถึงนี้ ถือได้ว่าเป็นเตาแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และก็อยู่ภายในบริเวณวังหน้าด้วยเช่นกัน

ในส่วนของการจัดพิธีพุทธาภิเศกนั้น ได้กระทำกันภายในพระอุโบสถวัดบวรมงคลสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่อยู่ภายในบริเวณพระราชวังหน้า (ติดกับโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) โดยได้กราบอาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามขณะนั้นมาเป็นองค์ประธานสงฆ์ และเป็นองค์ประธานนั่งปรกหลัก ส่วนพระคณาจารย์ (เกจิอาจารย์) ที่มีชื่อเสียงร่วมสมัยที่มานั่งปรกในพิธีด้วยนั้น เท่าที่พบชื่อจากหลักฐานก็มี หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง (วัดสว่างอารมณ์) จังหวัดนนทบุรี หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์ หลวงปู่จาด วัดภาณุรังษี หลวงพ่อทัด (พระพุทธบาทปิลันธ์) วัดระฆังโฆสิตาราม (ทั้งสามวัดนี้อยู่ฝั่งธนบุรี) ฯลฯ

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์ในครั้งนั้น ก็เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้จริญรุ่งเรืองยืนยาวและมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมทั้งมุ่งหวังให้เป็นวัตถุมงคลที่จะเหนี่ยวรั้งจิตใจของบุคคลที่ได้ไปครอบครองบูชา ให้ประกอบแต่กรรมดีและมีคุณธรรม อันจะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความผาสุขและจริญรุ่งเรืองตลอดไป ประการสำคัญสุดท้ายก็เพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 5 ของราชวงศ์จักรี

โดยจำนวนการสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์นั้นมิอาจหาหลักฐานได้ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ก็พอจะประเมินวิเคราะห์ได้ว่า จำนวนการสร้างน่าจะมากกว่าหนึ่งพระธรรมขันธ์ (แปดหมื่นสี่พันองค์) อาจจะถึงห้าพระธรรมขันธ์ (สี่แสนสองหมื่นองค์) ก็ได้ ซึ่งเมื่อได้ศึกษาค้นคว้าลึกลงไปในรายละเอียด ก็พบว่าหลังจากพิธีมหาพุทธาภิเศกครั้งแรกในตอนปลายปี พ.ศ.2411 แล้ว ยังมีพิธีพุทธาพิเศกอีกเป็นคราว ๆ ไปจนถึงค่อนปลายปี พ.ศ. 2412 ด้วยเหตุพระที่สร้างมีจำนวนมาก มิอาจสร้างได้เสร็จและนำเข้าพิธีฯ ได้ในครั้งเดียว

พระสมเด็จเบญจรงค์เท่าที่พบเห็นในปัจจุบันอาจพูดได้ว่ามีมากกว่า 40 พิมพ์ เช่น พิมพ์พระกำลังแผ่นดิน(พิมพ์จิตรลดา) พิมพ์พระประธาน (พิมพ์พระสมเด็จฯ สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก) พิมพ์พระภควัมบดี (ปิดตา) พิมพ์พระนาคปรก พิมพ์พระปรกโพธิ์ พิมพ์พระสมเด็จฯฐานสามชั้นเล็ก พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จฯนั่งสมาธิลอยองค์ พิมพ์สมเด็จฯซุ้มระฆัง พิมพ์สมเด็จฯข้างฉัตร พิมพ์ทรงคชสาร พิมพ์สมเด็จฯเกศไชโย พิมพ์พระแก้วมรกตทรงเครื่อง 3 ฤดู พิมพ์สมาธิซุ้มรัศมี พิมพ์สมาธิม่านมงคล ฯลฯ ทั้งนี้ พระแต่พิมพ์มาจากฝีมือแกะแม่พิมพ์ของช่างสิบหมู่ (ช่างหลวง) ทั้งสิ้น สำหรับมวลสารและส่วนผสมของพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ ทุกองค์ ประกอบด้วย
1.ผงหินขาว จากเทือกเขาเมืองอันฮุย มณฑลกวางใส ประเทศจีน
2.ผงวิเศษของวัดระฆังโฆสิตาราม ประกอบด้วย ผงอาขยาด ผงวิภัทร์รูปนาม และผงมูลกัจจายน์
3.ผงตัวยาวาสนาตามตำรา
4.ผงทองนพคุณ ผงตะไบทองรูปพรรณ
5.ผงตะไบขนวนพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ประจำรัชกาล
6.ผงขี้เหล็กไหลหรือผงแร่ยูเรเนียม
7.น้ำยาผสมผงหินทำเครื่องกังไสจากประเทศจีน
8.สีต่าง ๆ ที่ใช้ทำเครื่องกังไสจากประเทศจีน
9.น้ำยาเคลือบเครื่องกังไสจากประเทศจีน
10.ผงจากเศษหินอ่อนจารึกพระคาถาธรรมิกราช
นอกเหนือจากนั้นข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอมาแล้วนี้ ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่พบเป็นหลักฐานที่น่าสนใจและถือได้ว่าสำคัญต่อการพิจารณาพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 มากมายหลายประการ คือ

1.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จำแนกออกได้เป็น 3 เนื้อ คือ เนื้อกังไสเคลือบ เนื้อกังไสไม่เคลือบ และเนื้อกังไสผสมผงยาวาสนา
2.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 เป็นพระเครื่องที่มีความสวยงามด้วยสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และสีสิริมงคล (สีเดียว) ดังนั้นจึงไม่มีการลงรักและปิดทอง รวมทั้งไม่ปรากฎแป้งโรยพิมพ์แต่อย่างใด
3.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทั้งสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และสีสิริมงคล (สีเดียว) ทุกพิมพ์ ทุกองค์ จะถูกโรยด้วยผงตะไบทองนพคุณแท้ทั้งหยาบและละเอียด มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละองค์ และบางองค์ก็จะถูกโรยด้วยผงเหล็กไหล หรือเศษผงแร่ยูเรเนียมและผงตะไบชนวนพระกริ่งพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลปนกับผงตะไบทอง
4.ด้านหลังขององค์สมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ทุกองค์ จะมีรอยตราครุฑที่คมชัดประทับลึกลงไปในเนื้อขององค์พระ
5.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิทพ์ทุกองค์ (เฉพาะสีเบญจรงค์) จะมีสีสันลวดลายที่งดงามแตกต่างกัน และในจำนวนที่สร้างประมาณว่าหลายแสนถึงล้านองค์ รับรองได้ว่าไม่มีองค์ใดที่มีสีสันลวดลายที่เหมือนกันแม้แต่องค์เดียว (นี่ถือได้ว่าเป็นจุดตายในการพิจารณาพระพิมพ์สกุลนี้)
6.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ที่เป็นสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และปรากฎลวดลายบนองค์พระทุกองค์นั้น ภายในองค์พระ (เนื้อใน) ก็ปรากฎลวดลายและสีสันเช่นกัน (เนื้อในมิใช่สีขาวล้วน) ทั้งนี้ พระที่เป็นสิริมงคง (สีเดียว) เนื้อภายนอกสีอะไร เนื้อภายในก็เป็นสีเดียวกันด้วย
7.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411สีสิริมงคล (สีเดียว) จะไม่มีการเคลือบน้ำยากังไสที่ผิวองค์พระ จึงทำให้ผิวองค์พระไม่ค่อยมีความมันแวววาว แต่ก็ยังมีความแกร่งอยู่ในตัวเช่นเดียวกับที่มีการเคลือบน้ำยากังไส
8.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ทุกองค์ (สีเบญจรงค์) ที่เคลือบน้ำยากังไส จะมีผิวองค์พระที่แลดูมันแวววาวสวยงาม รวมทั้งจะมีเสียงดังกังวานใสเมื่อองค์พระกระทบกระจกหรือหินเรียบๆ
9.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังขององค์พระ จะไม่มีพลอย มุก หรืออัญมณีใด ๆ ฝังอยู่ รวมทั้งจะไม่ปรากฏมีพระรูปของรัชกาลที่ 5 หรืออักขระ หรือข้อความจารึก หรือตัวเลขใด ๆ สลักไว้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังขององค์พระ
10.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จะมีรูปทรงพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำพิมพ์กับพระสมเด็จวัดระฆังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างขึ้น
11.สีเบญจรงค์หรือสีสิริมงคลบนองค์พระจะมีความสวยสดใส ไม่หลุดลอก แม้แต่จะนำไปแช่น้ำสีก็จะไม่หลุดลอก รวมทั้งองค์พระที่ถูกแช่น้ำก็จะไม่ละลายน้ำหรือเปื่อยยุ่ยแต่อย่างใด
12.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 บางองค์ที่แตกลายงา ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะเป็นการแตกลายงาแบบหยาบ ๆ (แบบสังคโลก)
13.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จะไม่ปรากฎมีคราบกรุ อาจมองดูเผิน ๆ เหมือนพระสร้างใหม่ด้วยซ้ำ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วผิวของพระองค์จะมีความแห้ง และมีความเก่าตามกาลเวลาที่ผ่านมาเป็นร้อยปี
14.พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ถูกพบ (กรุแตก) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ววังหลวง) ประมาณปี พ.ศ. 2514 เป็นครั้งแรก (เมื่อครั้งเริ่มการบูรณะวัดนี้ เพื่อเตรียมการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2525) จึงเป็นที่มาของการเรียกขานจนติดปากว่า “พระสมเด็จเบญจรงค์ กรุวัดพระแก้ว” หรือบ้างก็เรียกว่า “พระสมเด็จวัดพระแก้ว”
.... ท่านที่ลงเรียนผมจะมอบให้ ก่อน 30ท่านที่ไป ในวัน เสาร์ที่ 22 กันยายนครับ เพื่อเป็นที่ระลึกนึก ถึงในคุณพระ และเป็น ศิริมงคลกับตัวท่าน
ตอบกลับ 12# อ.เมฆฉาย
อ.เมฆฉายคะ ขอลงชื่อเรียนด้วยคะ ปวริศา จันทร์เพ็งเพ็ญ 081-5635718 คะ
กลับไปยังรายบอร์ด