กลับไปยังรายบอร์ด
แต่นาคราชก็ยอมอดทนอดกลั้นต่อความรู้สึกทุกข์ทรมานเหล่านั้น เพราะเกรงว่าศีลของตน ที่ถือ ปฏิบัติอยู่ จะขาดทะลุด่างพร้อยไป จึงหลับตานิ่ง ไม่ยอมลืมตามองดูหมองูอีกเลย

ฝ่ายหมองูกลับคิดว่า เราต้องทำให้นาคราชตัวนี้หมดกำลัง สิ้นเรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง จึงขึ้นเหยียบย่ำ และ บีบขยำทั่วตัวของนาคราช ราวกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียด แล้วจับด้านหางม้วนพับ คล้ายดังพับผ้า จนทั่วร่างของนาคราชเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด แม้ทุกข์สาหัสถึงขนาดนี้ นาคราช ยังคงพยายามอดกลั้นใจไว้ได้ หมองูจึงเอาเถาวัลย์ทำเป็นตะกร้า จับนาคราชยัดใส่ในตระกร้านั้น เพื่อใช้แสดงการละเล่น ให้แก่ผู้คนได้ดู

นาคราชถูกทรมานมากมาย ก็ยังยอมทำตามที่หมองูสั่งทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น.... การให้ให้เปลี่ยนสี ของร่างกายเป็นสีต่างๆ ให้ทำตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยม ให้ทำตัวเป็นทรงกลม ทำตัวเล็กบ้าง ทำตัวใหญ่บ้าง และแผ่พังพานร่ายรำบ้าง ซึ่งประชาชนได้ดูการแสดงแล้ว พากันชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นก็ได้ถึงพันกหาปณะ (๔,๐๐๐ บาท) แล้วยังได้ข้าวของมีค่าอื่นๆ อีกมากมาย

ตอนแรกนั้นพราหมณ์ตั้งใจไว้ว่า หากได้ทรัพย์ถึงพันแล้ว ก็จะปล่อยนาคราชไป แต่ครั้นได้ทรัพย์ มากเข้าจริง ก็เกิดความโลภจัดขึ้นมา คิดว่า

"นี่ขนาดเป็นเพียงหมู่บ้านชายแดน เรายังได้ทรัพย์มากมายถึงปานนี้ ถ้าจัดแสดงให้แก่พระราชา มหาอำมาตย์ชม จะต้องได้ทรัพย์มากกว่านี้แน่นอน"



เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
เมื่อคิดอย่างนี้ จึงซื้อเกวียนเป็นพาหนะให้เดินทาง แล้ววางแผนว่า "เราจะบังคับนาคราช ให้แสดง การละเล่นไปตามหมู่บ้าน จนกว่าจะได้เล่นถวายต่อ พระเจ้า อุคคเสนะ ในกรุงพาราณสี แล้วจึง จะปล่อยตัวนาคราชไป"

ในระหว่างการเดินทางนั้น หมองูฆ่ากบเป็นอาหารแก่นาคราช แต่นาคราชไม่ยอมกิน ด้วยรำพึง ในใจว่า

"หมองูฆ่ากบ ก็เพื่อเลี้ยงดูเราให้มีชีวิตอยู่ ไว้ใช้แสดงต่อไป เหตุนี้เราจะไม่ยอมกินเป็นอันขาด"

พราหมณ์หมองูเห็นนาคราชไม่กินกบ จึงเปลี่ยนเป็นข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งให้ แต่นาคราชก็ไม่กินอีก ด้วยความรู้สึกหวั่นเกรงว่า

"หากเรากินอาหารเหล่านี้ ก็คงจะต้องมีชีวิตอยู่ในตะกร้านี้จนตายเป็นแน่แท้"

ครั้นเดินทางถึงกรุงพาราณสี หมองูก็บังคับให้นาคราชแสดงการละเล่นอยู่ที่เขตใกล้ประตูเมือง ได้ทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เมื่อพระราชาอุคคเสนะทรงทราบข่าว ก็ตรัสสั่งให้หมองูนำนาคราช มาแสดงให้ดู

ดังนั้นในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ หมองูจึงเปิดแสดงการละเล่นของนาคราช ให้พระราชา เหล่าอำมาตย์ และประชาชนได้ชมกันที่หน้าพระลานหลวง ทุกคนต่างชื่นชมยินดี พากันดีใจต่อการแสดง ของ นาคราช จนอดไม่ได้ที่จะปรบมือสนั่นหวั่นไหว โบกธงโบกผ้าไปมา ด้วยอาการรื่นเริงบันเทิงใจยิ่ง

แต่สำหรับนาคราชแล้ว นับเป็นการถูกจับตัวมาครบหนึ่งเดือนเต็มพอดี ยังไม่ได้บริโภคอาหาร อะไรเลย ต้องอดทนต่อทุกข์ทรมานตลอดมา

ครั้นเมื่อนางสุมนาเทวีได้เห็นสระโบกขรณีมีน้ำเป็นสีแดงดังเลือด ก็วิตกกังวลเป็นห่วง จัมเปยย นาคราช จึงออกจากนาคพิภพเที่ยวตามหา พอได้รับรู้ข่าวคราวก็ให้โศกเศร้าคร่ำครวญ ออกติดตาม ไปจนถึงเมืองพาราณสี ได้พบนาคราชกำลังโดนหมองูบังคับให้แสดงการละเล่นอยู่ นางจึงยืน ร้องไห้ อยู่ตรงนั้นเอง

เมื่อนาคราชแลเห็นนางสุมนาเทวีเข้าเท่านั้น ก็รีบเลื้อยหลบเข้าสู่ตระกร้าทันที ด้วยคิดว่า

"ไม่อยากให้นางเสียใจทุกข์ใจกว่านี้ อีกทั้งละอายต่อการที่จะต้องมาร่ายรำ แสดงการละเล่น ต่อหน้านางสุมนาเทวี"

ขณะนั้นพระราชากำลังทอดพระเนตรอยู่ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า

"เกิดเหตุอะไรหนอ นาคราชจึงหลบลี้หนีเข้าตะกร้าไป ไฉนหญิงงามนางนี้ จึงมายืนร้องห่ม ร้องไห้เล่า"

จึงตรัสถามนางว่า
ท่านเป็นใคร ช่างงามผ่องใสอุปมาดังดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่าเป็นนางฟ้า หรือคนธรรพ์ (ชาวสวรรค์ที่ชำนาญดนตรีและขับร้อง) หรือเป็นหญิงมนุษย์"

นางสุมนาเทวีจึงทูลตอบไปว่า

"ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา (นางงูสาว) ไม่ใช่นางฟ้า หรือคนธรรพ์ หรือ หญิงมนุษย์"

"ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนสติฟั่นเฟือน ใบหน้าเศร้าหมอง ดวงตานอง ไปด้วยหยาดน้ำตา เกิดเหตุอะไรขึ้นแก่ท่าน จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกเล่าเถิด"

นางสุมนาเทวีจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชาทรงทราบ พระราชาจึงตรัสถามด้วยความสงสัย ยิ่งกว่าเดิมอีกว่า

"นาคราชนี้เป็นผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมากมาย ทำไมจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของพราหมณ์หมองูได้เล่า"

"ข้าแต่พระราชา นาคราชนี้ปกติประพฤติศีล ๘ ในวันอุโบสถ ตั้งจิตมอบร่างกายของตนเป็นทาน นอนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ทางหลวง จึงถูกหมองูจับตัวเอาได้ ทั้งๆ ที่พญานาคราชนี้มีฤทธิ์เดช มหาศาล สามารถพลิกแผ่นดินได้ มีนางนาคกัญญานับพันที่งามดั่งเทพอัปสร (นางฟ้า) มีสมบัติ ในนาคพิภพ มโหฬารราวกับสมบัติในเทวโลก (สวรรค์) แต่เพราะเกรงกลัวว่าศีลของตนจะขาด ศีลของตน จะแตกทำลายไป จึงยอมรับทุกข์และความอัปยศอดสูถึงปานนี้ ก็เพียงเพื่อมุ่งจะรักษา ศีลของตนเอาไว้เท่านั้น"

รับฟังแล้วพระราชาทรงเกิดอาการสลดสังเวชใจ ตรัสกับหมองูว่า

"ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑล(ตุ้มหู) แก้วมณีราคาแพง บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดอกผักตบ ภรรยารูปงามอีก ๒ คน และโคผู้ ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยนาคราช ผู้สะสมบุญ ด้วยศีลของตนนี้ ให้พ้นไปจากที่คุมขังเถิด"


เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
พราหมณ์หมองูจึงยอมปล่อยตัวนาคราชออกจากตะกร้า เมื่อจัมเปยยนาคราชได้รับอิสรภาพแล้ว ก็แปลงร่าง ให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม ประดับประดาด้วยเครื่องทรงอันงามวิจิตร ถวายบังคม ต่อพระราชาแล้วทูลว่า

"ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพระพุทธเจ้าถูกจับกุมคุมขังอยู่ในตะกร้า จนเกือบจะถึงแก่ความตาย พระองค์เป็นผู้มีอุปการะคุณช่วยไว้ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลีแก่พระองค์ ขอถวายบังคม พระองค์ และขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนาคพิภพ อันเป็นรมณียสถาน ซึ่งเป็นนิเวศน์ (วัง) ของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด"

พระราชาทรงรับคำ นาคราชจึงพาพระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารไปยังนาคพิภพ ทรงบันดาล ให้นาคพิภพ ปรากฏเป็นกำแพงแก้ว ๗ ประการ ทั้งประตู ป้อมคู หอรบ ให้ประดับตกแต่ง ด้วยเครื่องประดับงดงาม พื้นปูลาดด้วยทรายทอง หอมฟุ้งขจรไปด้วยดอกไม้ทิพย์ เหล่านางนาค กัญญาไล้ทาตัว ด้วยแก่นจันทร์อันเป็นทิพย์ มีข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เป็นอาหาร พากันเพลิดเพลิน เจริญใจอยู่ด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ตลอด ๗ วัน จนในที่สุดพระราชาอดที่จะตรัสถามไม่ได้ว่า

"ดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุใดหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ไปอยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวก ในโลกมนุษย์ ท่านมีวิมานอันประเสริฐ งามผุดผาด รัศมีดังพระอาทิตย์ วิมานเช่นนี้ ไม่มีในโลกมนุษย์เลย ท่านไปบำเพ็ญศีลตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน

แม้นางนาคกัญญาเหล่านี้ สวมใส่กำไลทองมือกลมกลึง ฝ่ามือและเท้าแดงงามยิ่งนัก ผิวพรรณ ก็งดงาม คอยยกอาหารทิพย์ถวายให้พระองค์ สนมนารีเหล่านี้ไม่มีในโลกมนุษย์เลย ท่านไป บำเพ็ญศีลตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน

แม้แต่ในแม่น้ำอันชุ่มชื่น ก็ดาษดื่นไปด้วยปลานานาชนิด ทั้งท่าน้ำที่ขึ้นลงก็ราบรื่นเป็นอย่างดี แม่น้ำเช่นนี้ ไม่มีในโลกมนุษย์เลย ท่านไปบำเพ็ญศีลตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน

แม้ฝูงนกกระเรียนทิพย์ หงส์ทิพย์ นกยูงทิพย์ ดุเหว่าทิพย์ ส่งเสียงร่ำร้องไพเราะจับใจ โผผินบิน จับอยู่บนต้นไม้ทิพย์ นกทิพย์เหล่านี้ไม่มีในโลกมนุษย์เลย ท่านไปบำเพ็ญศีลตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน

แม้ต้นมะม่วงทิพย์ สาละทิพย์ ชมพู่ทิพย์ คูนทิพย์ แคฝอยทิพย์ ผลิดอกออกผลเป็นพวงงดงาม ต้นไม้ทิพย์เหล่านี้หาไม่มีในโลกมนุษย์เลย ท่านไปบำเพ็ญตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน


เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
แม้ดอกไม้ทิพย์ทั้งหลาย ก็ฟุ้งตลบอบอวลไม่ขาดสายในสระโบกขรณี กลิ่นทิพย์เช่นนี้หาไม่ได้ ในโลกมนุษย์ ดูก่อนพญานาคราช ท่านไปบำเพ็ญศีลตบะธรรมเยี่ยงนั้น เพื่อประโยชน์อะไรกันเล่า"

นาคราชได้ยินคำถามนั้น จึงทูลเฉลยพระราชาว่า

"ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรม คือการรักษาศีลอุโบสถ เพราะเหตุต้องการบุตรก็หาไม่ หรือ ต้องการทรัพย์ก็หาไม่ หรือต้องการให้อายุยืนยาวก็หาไม่ แต่เป็นเพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนา จะได้เกิดเป็นมนุษย์ จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม (ธรรมของผู้สงบระงับกิเลส) อย่างนี้"

"ท่านผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เพียบพร้อมด้วยสรรพกามคุณ ดูก่อนท่านนาคราช ก็แล้วโลกมนุษย์ ประเสริฐกว่าพิภพนาคที่ตรงไหนกันเล่า"

ข้าแต่พระองค์ นอกเสียจากโลกมนุษย์แล้ว ความบริสุทธิ์แห่งนิพพานหาไม่มีในโลกอื่น ข้าพระพุทธเจ้า จึงสำรวมในศีลด้วยคิดว่า จะได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จะสามารถกระทำที่สุด แห่งความเกิด และความตายได้"

พระราชาทรงสดับแล้ว ก็ตรัสยกย่องนาคราชาว่า

"ชนผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต (ฟังเล่าเรียนศึกษามาก) ตรึกตรองในธรรมอยู่เสมอ ย่อมควรคบหาโดยแท้ ดูก่อนนาคราช เราได้พบปะกับท่านแล้ว เราจะขวนขวายทำบุญไว้ให้มาก"

ครั้นพระเจ้าอุคคเสนะประสงค์จะเสด็จกลับไปยังโลกมนุษย์ นาคราชจึงให้พนักงานเภรี เที่ยวตีกลอง ประกาศว่า

"ราชบุรุษทั้งหลาย จงพากันมาขนเอาทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทองไปได้ตามใจปรารถนาเถิด"

และเอาเกวียนหนึ่งร้อยเล่มบรรทุกมหาสมบัติถวายแก่พระราชา แล้วจึงส่งเสด็จให้กลับคืนสู่ พระนครพาราณสี

พระศาสดาตรัสชาดกนี้แล้ว ทรงย้ำเตือนอุบาสกอุบาสิกา (ชายหญิงที่ยึดถือพระพุทธ - พระธรรม - พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง) ว่า

"โบราณบัณฑิตทั้งหลาย อาจหาญละนาคสมบัติได้ เพื่ออยู่รักษาอุโบสถศีลด้วยอาการอย่างนี้"

แล้วทรงเฉลยชาดกนั้นว่า


"ในกาลครั้งนั้น หมองูได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นางนาคกัญญาสุมนาเทวีได้มาเป็น พระนางพิมพา พระเจ้าอุคคเสนะได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนจัมเปยยนาคราชได้มาเป็นเรา ตถาคต"

*** พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๒๑๘๐ ' พระไตรปิฎกเล่ม ๓๓ ข้อ ๑๓
*** อรรถกถาแปลเล่ม ๖๑ หน้า ๑๘๕ ' อรรถกถาแปลเล่ม ๗๔ หน้า ๒๖๔






เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
สาธุ
ขอบคุณครับสำหรับความรู้ทุกอย่างที่นำมาให้
ตอบกลับ 107# patrapon

ยินดีเป็นอย่างยิ่งขอรับ


ถ้ำแก้วเมืองบาดาล โปรดเทศนาพญานาค

เมื่อหลวงปู่เณรคำละสังขารขันธ์ อัศจรรย์ 7 วันตายแล้วฟื้น! เพราะชาวบ้านได้ช่วยกันนำร่างของท่านไปย่าง (คำว่า ย่าง คือวิธีการก่อกองไฟหาแคร่ไม้ไผ่มาวางไว้บนกองไฟยกระดับแคร่ไม้ให้สูงนิดอย่าให้ติดกับไฟที่ก่อกอง หาใบหนาดใบเป้ามารอง นอนทังหม่อง(ที่)เตียงเพื่อรมควัน) ตามตำรับยาสมุนไพรโบราณของคนอีสานจนเลือดลมหมุนเวียนสภาพร่างกายสดชื่นดีแล้ว ท่านได้มาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไปประสบพบเห็นในแดนนรกภูมิ ตามที่ได้กล่าวในตอนที่แล้ว...

จากนั้นไม่นานนัก ท่านได้จาริกธุดงค์เพียงลำพังรูปเดียวไปตามป่าดงพงไพรด้วยอุปนิสัยที่ชอบความสงบวิเวก ปฏิบัติธรรมภาวนาโดยข้ามแม่น้ำโขงฝั่งไทย-ลาว เรื่อยมา วนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นประจำ เสมือนชีวิตนี้มีความผูกพันกับแม่น้ำโขงและพญานาคอย่างแยกไม่ออก เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง

วันหนึ่ง หลวงปู่เณรคำเดินธุดงค์ไปปักกลดนั่งสมาธิภาวนาธรรมอยู่ใกล้ๆ กับพระธาตุท่าอุเทน วัดพระธาตุท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งพระธาตุองค์นี้สร้างโดย หลวงปู่สีทัตต์ สุวณฺณมาโจ ผู้เป็นครูบาอาจารย์รูปหนึ่งที่บอกกรรมฐานแนวทางการปฏิบัติธรรมให้กับท่าน ทั้งเคยมีความผูกพันกันมาแต่ในอดีต สมัยที่ไปพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ภูเขาควาย ประเทศลาว(ตามประวัติปู่เณรคำ ณ จำปาสัก)

พระธาตุท่าอุเทน สร้างในสมัยหลวงปู่สีทัตต์ โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เป็นพระธาตุที่มีรูปแบบจำลองมาจากพระธาตุพนม มีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญยิ่งและได้เคยปรากฏปาฏิหาริย์ให้ผู้คนได้ประจักษ์มาแล้วมากมาย ผู้คนจึงมีความเคารพศรัทธาในพระธาตุท่าอุเทนได้เดินทางไปสักการะบูชาเป็นจำนวนมาก

คืนนั้นเวลาเที่ยงคืนดึกกำดัด สงบเงียบ หลวงปู่เณรคำกำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ใกล้องค์พระธาตุ ได้มีพญานาคตนหนึ่งขึ้นมาเมืองมนุษย์ปรากฏตนที่ใกล้พระธาตุ รูปร่างเหมือนมนุษย์ทั่วไป(แสดงถึงเป็นพญานาคชั้นสูงประเภทอุปปาติกะ) แล้วเดินเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ บอกว่า

“เรามานิมนต์หลวงปู่ให้ลงไปเมืองบาดาลสถานที่อยู่ของเหล่าพญานาค เพื่อโปรดเทศนาธรรมกุศลแก่พญานาคทั้งปวงที่เฝ้ารอคอยมานานกว่าสองพันปีแล้ว”

หลวงปู่ถามว่า “ท่านชื่อว่าอย่างไร”

พญานาค “เราชื่อ นัครินทร์นาคราช เคยได้ร่วมบุญบารมีกับท่านมาตั้งแต่อดีตชาติ...”

หลวงปู่เณรคำรับคำนิมนต์ของพญานาคให้ไปเทศนาธรรมที่เมืองบาดาล เสมือนหนึ่งว่าท่านเคยมีความผูกพันอยู่อย่างลึกๆ ในใจ แต่การไปครั้งนั้นไม่ลำบากยากเข็ญแต่ประการใด ต่างจากครั้งก่อนๆ มาก พอไปถึงถ้ำที่อยู่ของพญานาค ชื่อ ถ้ำแก้ว ภายในถ้ำสวยงามวิจิตรตระการตาเหมือนศิลปกรรมที่ได้รับการตกแต่งสวยงามดั่งสวรรค์ชั้นดางดึงส์ ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เหล่าพญานาคแต่ละตนนั่งบำเพ็ญเพียงภาวนาธรรมเงียบสงบประดุจว่าเป็นถ้ำที่เนรมิตขึ้นก็ไม่ปาน หลวงปู่ท่านนึกในใจนี่หรือที่เรียกว่า โลกทิพย์แดนธรรม...

เครดิต เจ้าชายน้อย
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
มงกุฏทูตน้อย
พญานาคตนหนึ่งชื่อ สุรินทร์นาคราช ผู้เป็นหัวหน้าพญานาคทั้งปวงกำลังนั่งภาวนาธรรมอยู่บนแผ่นหินกว้างใหญ่ จุดประสงค์เพื่อเป็นแบบอย่างนาคจริยาอย่างพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ

หลวงปู่ถามว่า “พญานาคปฏิบัติกันอย่างไร?”

พญานาค “การปฏิบัติภาวนาธรรมของพญานาคแต่ละตนไม่เสมอกันตามแต่บารมีของแต่ละคน ถ้าปฏิบัติถึงขั้นสูงแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายเป็นมนุษย์ได้ แต่พญานาคบางตนบารมีไม่มากพอ จึงสามารถเปลี่ยนได้เพียงหน้าตาเป็นมนุษย์เท่านั้น ส่วนอื่นๆ ยังคงเป็นสภาพของนาคเหมือนอย่างเดิม”

หลวงปู่ “ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?”

พญานาค “การบำเพ็ญเพียรภาวนาของพวกนาคแต่ละตนต้องใช้เวลาปฏิบัติธรรมสร้างสมบุญบารมีธรรม บุญกุศลนานนับเป็นร้อยๆ ปี ที่นานมากที่สุดต้องใช้เวลาถึง 700 ปี เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดบารมีธรรมสามารถเปลี่ยนร่างได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป กลิ่นกายจะคล้ายกลิ่นกระเทียมหอม บางตนบำเพ็ญบารมีอย่างเต็มเปี่ยมกลิ่นกายจะหอมเหมือนดอกพิกุล”

หลวงปู่ “สาเหตุอะไรที่ท่านนิมนต์เรามาที่นี่”

พญานาค “ความผูกพันที่เคยมีต่อกันแต่ครั้งในอดีตชาติ”

หลวงปู่ “มีมาแต่ครั้งไหน?”

พญานาค “ในอดีตชาติสองพันกว่าปีมาแล้ว หลวงปู่เคยเกิดเป็นพญานาค นาคที่เคยเป็นมารดาของท่านรวมทั้งนาคตนอื่นๆ ที่เป็นญาติสนิทอยู่ที่นี่ในถ้ำแก้วแห่งนี้ ได้เคยไปร่วมบุญกุศลยิ่งใหญ่ขึ้นไปสร้างพระเจดีย์พระธาตุภูกำพร้า (พระธาตุพนม) ร่วมกับมนุษย์ เจ้าเมืองต่างๆ ด้วยกัน พระธาตุภูกำพร้าเป็นพระธาตุองค์แรกในแผ่นดินนี้ เมื่อ พ.ศ.8”

พญานาคเล่าต่อไปอีกว่า “การสร้างพระธาตุภูกำพร้าในครั้งนั้น ผู้คนมากมายโดยพระมหากัสสปเถระเจ้าเป็นประธาน ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากแดนชมพูทวีป(อินเดีย) ตามพุทธบัญชาให้นำมาประดิษฐานที่ภูกำพร้าตามพุทธธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ในมหาภัทกัปนี้ หลังจากสร้างเจดีย์พระธาตุเสร็จแล้วได้จัดงานสมโภชเป็นมงคลยิ่งใหญ่ มีเจ้าเมืองแคว้นต่างๆ รวมทั้งบรรดาพญานาคจากเมืองบาดาลร่วมมหากุศลสมโภชด้วย แต่ทุกคนมีสภาพเหมือนมนุษย์จึงไม่มีใครรู้ถึงชาติกำเนิดของผู้อื่น จะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของตนเองเท่านั้น”

หลวงปู่ “มีอะไรบ้างเป็นพิเศษในงานสมโภช”

พญานาค “ทุกคนตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิด้วยกัน หวังเพื่อบรรลุธรรมในอนาคตกาล เมื่องานสมโภชฉลองกันเป็นที่ยินดีแล้ว ต่างคณะเดินทางกลับบ้านเมือง พวกนาคก็กลับสู่นาคพิภพเมืองบาดาล แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นคือ ตัวหลวงปู่เป็นลูกพญานาคชักช้ากลับสู่นาคพิภพ(ถ้ำแก้ว)ไม่ทันเวลา ได้มีพญาครุฑตนหนึ่งจับตัวไป...”

นัครินทร์นาคราช เดินนำหลวงปู่ชมสถานที่ภายในถ้ำแก้ว อธิบายถึงความเป็นมาและความผูกพันกับพญานาคในอดีตชาติจนเป็นที่พอใจแล้ว นิมนต์ให้ท่านพักผ่อนพำนักอยู่โปรดเทศนาธรรมแก่เหล่าพญานาคทั้งปวง เรื่องอรรถเรื่องธรรมอย่างเข้าใจลึกซึ้งทีเดียว

7 วันอัศจรรย์ที่หลวงปู่เณรคำสู่อุโมงค์ถ้ำแล้วเมืองบาดาล โปรดเทศนาธรรมค้ำจุนเป็นบุญอานิสงส์แก่เหล่าพญานาค จากนั้นท่านได้กลับขึ้นมายังเมืองมนุษย์อย่างสะดวกง่ายดายดุจปาฏิหาริย์ที่เหนือสามัญวิสัยปุถุชนจะเข้าใจอธิบายคำใดๆ ได้เลย

ไม่นานนักหลวงปู่เณรคำได้ออกจาริกธุดงควัตรปฏิบัติไปยังสถานที่อื่นๆ ต่อไป จนถึงถ้ำภูวัว...





พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วที่ใจ คือการบรรลุถึงแก่ธรรม



พระธรรมไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก อยู่ที่ใจของเรา



ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ถ้าใจสงบพบพระธรรม



ตามหาแก่นธรรม......ตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



เดินจงกรมกำหนดลมหายใจ ให้อยู่กับปัจจุบัน



กำหนดจิตให้รู้เท่าทันกิเลส



หลวงปู่เณรคำขณะเดินธุดงค์ในถ้ำ


เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
พระพุทธรูปทองคำ


เมื่อไปถึงปากถ้ำ ต้องตะลึงพบกับงูจงอางตัวหนึ่ง ข้างๆ มีลูกมะพร้าวลูกใหญ่อยู่ด้วยคงเป็นสมบัติอะไรสักอย่าง มันชูคอขึ้นสูงประมาณ 4 ศอกเศษๆ หลวงปู่เณรคำไม่รอช้าอธิษฐานจิต สาธุ ๆๆ รุกขเทวดา พระแม่ธรณี เจ้าป่าเจ้าเขาที่นี่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าเจ้าเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรกับเรา จงทำร้ายเราได้เลย เรามาที่นี่หวังถวายชีวิตเพื่อพ้นทุกข์พระนิพพาน จากนั้นแผ่เมตตาไปให้งูจงอาง

ทันใดนั้นงูจงอางค่อยลดหัวลงต่ำแล้วเลื้อยหายไป จึงเดินเข้าไปในถ้ำ พบพระพุทธรูปทองคำ ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว แปลกมากมีงูตัวหนึ่งรัดรอบองค์พระขยับไปมาแถมชูหัวขึ้นเหมือนกับจะหวงห้าม สังเกตที่หัวมีหงอนด้วย คราวนี้พอจะรู้แล้วไม่ใช่งูหรอก จึงถามไปว่า ท่านเป็นใคร? ชื่ออะไร?

“เราคือ สุรินทร์นาคราช เป็นผู้เฝ้าถ้ำแห่งนี้มานานนับร้อยปี”
หลังกล่าวจบได้กลายร่างเป็นมนุษย์ จึงได้นิมนต์หลวงปู่เณรคำเข้าไปในถ้ำ พบก้อนศิลา 2 ก้อน ทันใดนั้นได้เกิดเหตุการณ์สุดอัศจรรย์ศิลาก้อนใหญ่น้ำหนักมหาศาลที่ปิดถ้ำได้เปิดออก มองเข้าไปข้างใดเห็นเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ภายในมีทองคำ เพชรนิลจินดาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
แต่หลวงปู่เณรคำไม่ได้มีความสนใจหรือเกิดความโลภในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นแม้แต่น้อย

ในขณะที่กำลังเดินสำรวจภายในอยู่นั้น พลันสายตาได้ไปเห็นหีบทองคำใบหนึ่งอย่างสะดุดตา ลักษณะของหีบทองคำใบนั้นภายนอกแกะสลักได้อย่างวิจิตรพิศดารเป็นลวดลายสิบสองราศี ตรงกลางมีพระทองคำ 2 องค์ ยืนถือพัดและนั่งคู่กันอยู่ โดยมีพระอีกห้าองค์อยู่บนหลังเต่าล้อมพระทองคำอยู่ จึงได้เปิดหีบทองคำเพื่อจะดูภายในหีบว่ามีอะไรให้พิศวง! อีกหรือไม่
พบแต่เพียงผ้าจีวรสีดำย้อมด้วยยางประดู่และใบลานโบราณสองกุวางซ้อนกันอยู่ ในใบลานจารึกอักษรโบราณพิจารณาดูแล้วเป็นภาษาก้อม(เป็นภาษากลอนโบราณ) ภายในใจของหลวงปู่เณรคำฉุกคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งของสำคัญ จึงได้มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้

หลวงปู่เณรคำจึงเอ่ยกับสุรินทร์นาคราชโดยมิได้บังอาจลบหลู่ล่วงเกิน
สุรินทร์นาคราชเอ่ยยกใบลานและผ้าจีวรสีดำให้กับหลวงปู่เณรคำ(สุรินทร์นาคราชได้เฝ้ารักษาของทั้งสองสิ่งมานานเพื่อมอบให้กับเจ้าของที่แท้จริง)

หลวงปู่เณรคำได้นำใบลานโบราณขึ้นอ่าน แต่อักษรในใบลานเป็นอักษรที่หลวงปู่ไม่เคยเห็นจึงอ่านไม่ออก จิตในขณะนั้นจึงได้อธิษฐานถึงชาติปางขอให้อ่านอักษรได้ง่าย หลังคำอธิษฐานจบเหมือนเนรมิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งมหัศจรรย์ท่านเมตตาได้บังเกิดขึ้นเป็นคำรบที่สอง อักษรในใบลานได้เปลี่ยนเป็นภาษาลาว หลวงปู่เณรคำจึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็นคาถาคู่บารมี

ใบลานกุแรกเป็นคาถาย่นแผ่นดิน ซึ่งมนุษย์ทั่วไปยากที่จะมีไว้ครอบครอง กุที่สองเป็นคาถากายทิพย์ ส่วนกุที่สามเป็นคำทำนายโลก คงเป็นโชคดีของลูกหลานที่หลวงปู่เณรคำได้พบใบลานนี้จึงได้ศึกษาตำราในใบลานเป็นเวลาหลายปีจนสำเร็จ ส่วนผ้าสีดำที่อยู่ในหีบทองคำนั้นหลวงปู่เณรคำได้เอาคลุมกายแล้วจึงออกธุดงค์ต่อไป

เครดิต เจ้าชายน้อย
มงกุฏทูตน้อย
ความรู้แน่นมากๆๆๆค่ะ  
ตอบกลับ 112# maybepanda


    ขอบคุณมากขอรับ  กระผมใช้อีกชื่อว่า เทวนาคบุตร นะขอรับ  เจอกันทักทายได้ขอรับ
ตอบกลับ 113# ฤาษีภุชง

รับทราบค่ะ
ตอบกลับ 114# maybepanda
ตอบกลับ 115# ฤาษีภุชง


    อิ่มบุญหรืออิ่มข้าวคะ อิอิ
ตอบกลับ 116# maybepanda


    ไงจ๊ะนาคีน้อย  เรียบร้อย สุขุม อ่อนโยน เป็นคนที่มีจิตใจงาม มีเมตตา นะเจ้าน่ะ
ตอบกลับ 117# ฤาษีภุชง

ขอบพระคุณค่ะ

เหมือนจะชมกันเกินไปนะคะเนี่ย...ตัวลอยๆๆๆๆ
ว้าว หลวงปู่เณรคำ
ตอบกลับ 118# maybepanda


   
ตอบกลับ 120# ฤาษีภุชง

ตอบกลับ  ฤาษีภุชง
maybepanda โพสต์เมื่อ 1-4-2012 23:13


เจ้าหญิงนาคีน้อย
เจ้าหญิงนาคีน้อย
เทวนาคบุตร โพสต์เมื่อ 2-4-2012 08:47




อุ้ย...ขนาดนั้นเลยเหรอคะคุน เทวนาคบุตร
ตอบกลับ 123# maybepanda


    เจ้าหญิง ไปดูฉ่อยได้แว้วอับเดทใหม่ สดๆร้อนๆ
ตอบกลับ 124# เทวนาคบุตร


ตามไปดู ค่ะ   
อยากรู้เหมือนกัน ขอบคุณคร่า

อ่านนานมากยังไม่จบเลย อิอิ
กลับไปยังรายบอร์ด