สมาชิกล่าสุดที่อ่านหัวข้อนี้

กลับไปยังรายบอร์ด
ยันต์เกราะเพชรพร้อมพระบรมสารีริกธาตุ
หัวใจฤาษีหรือเปล่า
สุดยอดครับศรัทธาในหลวงพ่อมานานแล้วครับแค่ไม่ค่อยทราบในรายละเอียดมากนักอนุโมทราสาธุครับ
ธรรมะอยู่ที่ใจ

อนุโมทนาสาธุ ค่ะ
ความจริง........คือสิ่งที่ต้องการ
ยันต์เกราะเพชรพร้อมพระบรมสารีริกธาตุ ...
arthit388 โพสต์เมื่อ 20-2-2012 21:35


ใช้ครับ ผ้ายันต์ยันต์เกราะเพชร หลวงตาวิเศษ
มีทั้งพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุพระอรหันต์
เหรียญทำน้ำมนต์ (วัดท่าขนุน) ขอขอบคุณทิดตู่มา ณ ที่นี้ด้วย




เมื่อปลายปี ๒๕๔๘ ต่อต้นปี ๒๕๔๙ อาตมาป่วยหนัก "พระ" ท่านเสด็จมาบอกว่า "ยิ่งนานไปโรคภัยไข้เจ็บของคนก็จะยิ่งหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามแรงกรรมที่กระทำไว้ ทำให้การรักษาโดยหมอแผนปัจจุบันเป็นไปโดยยาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของ "พระ" ไปได้" ท่านสั่งให้ทำเหรียญสำหรับทำน้ำมนต์รักษาทุกโรค แต่ไม่ให้ทำมาก ด้วยเหตุผลว่า "กำลังใจของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ผู้ที่กำลังใจต่ำเอาไปใช้แล้วไม่ได้ผล จะมีโทษจากการปรามาสพระรัตนตรัย"
วิธีใช้ เอาน้ำสะอาดใส่ลงในภาชนะ อาราธนาเหรียญลงแช่ในน้ำ กราบขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีพระสารีบุตรมหาเถรเจ้าเป็นประธาน ขอได้โปรดทำให้น้ำมนต์นี้เป็นยา รักษาสรรพโรคาพาธทั้งในร่างกายของคนและสัตว์ ให้หายโดยฉับพลันด้วยเถิด จากนั้นว่า นะโม ๓ จบ อิติปิโส (สามห้อง) ๗ จบ นะมะพะทะ ๑๕ จบ (หายใจเข้า"นะมะ" หายใจออก"พะทะ" เท่ากับ ๑ จบ) แล้วอาราธนาน้ำมนต์ดื่มหรืออาบตามอัธยาศัย จะทำครั้งเดียวแล้วเติมไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ถ้าไม่มั่นใจในความสะอาด อนุญาตให้เอาน้ำมนต์ไปต้มได้

....ข้อควรระวัง เหรียญชุบทองควรจะเลี่ยมกรอบ เพราะถ้าทองลอกจะหมดอานุภาพทันที

พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
วันวิสาขบูชา (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙)




อานุภาพของยันต์ทำน้ำมนต์

ถาม : .............................................
ตอบ : อานุภาพของยันต์ทำน้ำมนต์ รักษาโรคทุกชนิดที่ไม่เกินกฎของกรรม ขณะเดียวกันหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยบอกไว้ว่า ถ้าหากเพ่งภาพยันต์กำหนดเอาไว้อยู่บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ จนภาพติดตา จะบรรเทากฎของกรรมได้ด้วย น่าสนใจไหม ?

ถาม : ถ้าเผื่อว่าไม่มียันต์ ถ่ายรูป...?
ตอบ : เขียนเอาสิ ได้ ๆ รูปถ่ายก็ได้

ถาม : ที่บอกว่าเพ่งจนจำได้เป็นฌาน ?
ตอบ : กำหนดเป็นรูปยันต์ นึกถึงเมื่อไรก็เห็นภาพเมื่อนั้น

ถาม : แสดงว่ารายละเอียดพวกนี้ต้องได้หมดเลยใช่ไหม ?
ตอบ : ต้องได้หมด เพราะว่าเราเองเราจะได้รู้ว่า นะโมพุทธายะ แต่ละตัวเขียนอย่างไร ถึงเวลาได้นึกออก เวลาเขียนยัตน์ก็ว่าคาถา

ยันตัง สันตัง วิกรึง คะเร นะมะพะทะ

แล้วก็ขึ้น อุณาโลมมา ปะนะชา ยะเต นะมะพะทะ

นะกาโรโหติ สัมภะโว จงมาเกิดเป็น นะ นะมะพะทะ

โมกาโร โหติ สัมภะโว จงมาเกิดเป็น โม นะมะพะทะ

พุท กาโรโหติ สัมภะโว จงมาเกิดเป็น พุท นะมะพะทะ

ธากาโรโหติ สัมภะโว จงมาเกิดเป็น ธา นะมะพะทะ

ยะ กาโรโหติ สัมภะโว จงมาเกิดเป็น ยะ นะมะพะทะ

แล้วที่เหลือแต่ละตัวก็ว่าก็เหมือนกันจนกว่าจะครบ แล้วก็ปลุกด้วยคาถา อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะเดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุนี้เถิด ๗ จบ แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นแผ่นยันต์อย่างนี้อยู่แล้วก็ว่า อิติปิโสทั้งสามห้อง ๗ จบ นะมะพะธะ ๑๕ จบ แต่ถ้าหากว่าเป็นแผ่นยันต์ที่เราเขียนขึ้นเอง ก็ให้เสกด้วย อิติปิโส ๑๐๘ จบ นะมะพะธะ ๑๐๘ จบ

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน

ของทนสิทธิ์

ของ"ทนสิทธิ์" ก็คือ วัตถุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อันมีความขลังอยู่ในตัวเอง ประเภท คด ต่าง ๆ


ทางใต้โดยเฉพาะ "ภูเก็ต" แล้ว ที่เห็นเป็นประจำคือ "หัวกระเบนท้องน้ำ" บางคนเรียก "คดกระเบน" มักนิยมนำมาทำหัวแหวน ตามความเชื่อท้องถิ่น เชื่อว่าสามารถป้องกันผีพรายและสิ่งไม่ดีทางน้ำได้ หัวกระเบนท้องน้ำคือส่วนที่ยื่นออกมาจากบริเวณโหนกหลังของปลาโรนิน ดังในรูปซึ่งในปัจจุบันตามธรรมชาติก็น่าเป็นห่วงการสูญพันธุ์ของปลาชนิดนี้อยู่ครับ จากการล่าเพื่อตัดหัวกระเบนมาขาย





"แก้วเข้าแก้ว" นั้นเป็นแก้วที่บูรพาจารย์ท่านยกย่องเอาไว้ว่าเป็นกายสิทธิ์ที่มีความแปลกมหัศจรรย์ลี้ลับยิ่งนัก บ้างก็เรียกว่าแก้วลูกกรอก แก้วหมอผี หรือ แก้วพยากรณ์ เพราะหากผู้ที่นำไปใช้เป็นผู้ที่มีจิตสัมผัสจะสามารถสื่อสารสืบรู้ความเป็นไปเป็นมาทุกสรรพสิ่งที่อยากรู้เปรียบดั่งแก้วสารพัดนึก สารพัดรู้ทีเดียวเชียว


จากรูปด้านบนพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า "แก้วเข้าแก้ว" นั้นมีลักษณะแปลกกว่า "แก้วโป่งข่าม" ชนิดอื่น ก็ตรงที่ภายในตัวแก้วจะมีก้อนแก้ว หรือบางครั้งพบเป็นช่อซ้อนอยู่ภายในแก้วที่เป็นตัวแม่อีกทีหนึ่ง บูรพาจารย์ท่านถือกันว่าเป็นคดแก้วที่มีความอาถรรพ์วิเศษสุดเหลือจะพรรณนาได้ มีอานุภาพทางปกป้องคุ้มครองสูงส่ง ตั้งบูชาอยู่ที่เรือนใด ท่านว่ากันไฟกันฟ้า กันลมกันคุณไสยมนต์ดำ ภูติพราย แม้แต่ขโมยก็เข้ามาไม่ได้เลย หากนำติดตัวไว้จะเป็นยอดคน ศัตรูครั่นคร้ามหวั่นเกรงเป็นที่รักใคร่แด่คนทั้งหลาย กันภัย เตือนภัยมหาอุด คงกระพัน มหาโชค มหาลาภ เป็นมหามงคลยิ่งแก่ผู้ครอบครอง
สมัยโบราณผู้ที่ใช้แก้วชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นพวกปุโรหิต โหรหลวง ซึ่งสมัยก่อนคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ขมังเวทย์จอมอาคมจึงล่วงรู้ในพลังอานุภาพวิเศษของแก้วชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี





มะยมกลายเป็นหิน
พ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ
วัดพระธาตุน้อย อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช
พ่อท่านได้รับกิจนิมนต์ที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้เด็ดเม็ดมะยมสดมอบให้ลุงท่านหนึ่ง
และได้เก็บบูชาไว้ที่บูชาที่หิ้งพระ เก็บไว้ไม่ได้เคยดูเลย มาเห็นอีกครั้งกลายเป็นหินไปแล้ว
ปัจจุบันนี้คุณลุงได้เสียชีวิตไปแล้ว

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
พระอาจารย์เล็กกล่าวว่า "หลวงปู่ครูบาผัด วัดหัวฝาย ต้องบอกว่าท่านท้าทายวิทยาศาสตร์มาก เผาเสร็จไม่ทันไรอัฐิกลายเป็นพระธาตุเลย แล้วที่ท้าทายมาก คือเป็นกระดูกครึ่งหนึ่ง เป็นแก้วครึ่งหนึ่ง สุดยอดจริง ๆ อาตมาดูมาหลายองค์แล้ว องค์อื่นยังไม่เคยเห็นแบบนี้เลย

ทางเหนือเขาจัดงานฌาปนกิจแบบอลังการมาก แต่น่าเสียดายที่เผา ไม่ได้เก็บสังขารเอาไว้เหมือนทางด้านเรา"


อัฐิธาตุของหลวงปู่ครูบาผัด แปรสภาพเป็นพระธาตุภายในคืนเดียวอย่างน่าอัศจรรย์




แปรสภาพเป็นพระธาตุเพิ่ม

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
หันหน้าพระบูชาและเบิกพระเนตร

ผู้ถาม หลวงพ่อคะ ถ้าเรามีพระบูชาเราควรจะหันหน้าไปทางทิศไหนคะ....?
หลวงพ่อ พระบูชาที่นิยมกัน เขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถ้าหันไปทางทิศใต้ กับทิศตะวันตก สตางค์ไม่เหลือใช้ ลองดูก็ได้
ผู้ถาม เป็นเพราะเหตุใดคะ....?
หลวงพ่อ อันนี้ฉันไม่รู้ละ รู้แต่ว่าสมัยหลวงพ่อปาน ถ้าลูกศิษย์ท่านหันหน้าพระพุทธไปทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ท่านบอกว่าควรหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ
ผู้ถาม แล้วอย่างพระพุทธรูปที่บอกว่ายังไม่เบิกพระเนตร หมายความว่าอย่างไรคะ...?
หลวงพ่อ ถ้ายังไม่เบิกพระเนตร แสดงว่ายังไม่มีลูกตา พระองค์ไหนมีลูกตาแล้วพระองค์นั้นเบิกพระเนตรแล้ว ใช่ไหม...."(ผู้ถามหัวเราะ)ฉันว่าเป็นเป็นพิธีสมัยก่อนโน้นละมั้ง คือเขาปั้นเป็นพระพุทธรูปแล้ว ยังไม่ได้ทำลูกตา เลยหาช่างมาทำลูกตามากกว่า เวลานี้ก็เลยเอาวิธีการนั้น พระที่วัดฉันไม่ต้องเบิกพระเนตร เห็นท่านมีตาทุกองค์ ใครเขาถามว่า เบิกพระเนตรหรือยัง...ฉันไม่ทำละ มีแล้วนี่ ควรจะเบิกเนตรเราให้ดีเท่าเนตรท่านดีกว่าใช่ไหม....?  
ผู้ถาม แล้วถ้าหากว่าเรามีพระพุทธรูป แต่พระเนตรท่านปิด อย่างนี้ต้องเบิกพระเนตรไหมคะ..?
หลวงพ่อ เอาล่ะซิ ขืนไปเบิกเข้าตาท่านฉีกแน่ บาป ต่อไปชาติหน้าตาเหลือก
ผู้ถาม (หัวเราะ) "คือท่านหลับตานั่งสมาธิค่ะ
หลวงพ่อ เขาทำหลับตาก็ปล่อยให้หลับตา ทำสมาธิก็ต้องหลับตา ใช่ไหม......?
ผู้ถาม แล้วอย่างทำพิธีหล่อพระ ต้องมีการอัญเชิญเทวดาให้มารักษาไหมคะ......?
หลวงพ่อ เขาต้องมี ช่างเขาทำพิธีกรรมอยู่แล้ว
เรื่องพระพุทธรูปสำหรับบูชา  

ผู้ถาม หลวงพ่อค่ะ พระลอยน้ำขึ้นมาแล้ว อัญเชิญขึ้นมาบูชาเราผิดไหมคะ ยังถือว่าเป็นของสงฆ์ไหมคะ..?
หลวงพ่อ ไม่ผิด ไม่เป็นไรนะ เราไม่ตั้งใจขโมยนี่ ไม่มีเจ้าของแล้วหนูพบที่ไหน..?
ผู้ถาม ที่โรงเลื่อยพี่สาวค่ะ เด็กเขาเล่นลูกบอลๆ หล่นใต้ถุนก็เลยไปเห็นพระองค์ใหญ่ จึงอัญเชิญท่านขึ้นมา
หลวงพ่อ ดีมาก แทนที่จะเป็นโทษตามนั้น ถือว่าดีมากนะ
ผู้ถาม ถ้าหากเช่าพระพุทธรูปที่ถูกไฟไหม้ แล้วเอามาถวายหลวงพ่อ เพื่อหล่อพระเจ้าพรหมมหาราช จะได้หรือไม่คะ.?
หลวงพ่อ ไม่ยอมหล่อด้วยแน่ ถ้าไปบูชาเอา ถ้าไปหล่อรูป ฆราวาสไม่เหมาะ ถ้ามันแตกมันหักต่อไปไม่ถนัด ให้เขาปั้นพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ข้างในจะดีกว่า หรือว่าเอาไว้บ้านไม่ได้ก็เอาไว้ที่วัดก็ได้ เพราะตอนนี้กำลังปั้นพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๔ ศอกหลายองค์ จะได้เอาบรรจุข้างใน ถ้าหล่อรูปพระเจ้าพรหมละไม่เอาแน่
ผู้ถาม แล้วอย่างเอาพระพุทธรูปมาขัด เพื่อทำความสะอาด บางทีก็ต้องขัดตรงพระเศียร ตามพระพักตร์ อย่างนี้จะเป็นเวรเป็นกรรมหรือไม่ครับ..?
หลวงพ่อ เดี๋ยวก่อนขอถามนิด “พระพัก” อยู่ที่ตรงไหน.?
ผู้ถาม พระพักตร์คือหน้าครับ
หลวงพ่อ ไม่ใช่ “พระพัก”อยู่ที่ก้น คนเขานั่งพักเขาใช้ก้นพัก ใช่ไหม.?
ผู้ถาม อ๋อ..ใช่ครับ แหม..ตามหลวงพ่อไม่ทัน หลวงพ่อไปเอาศัพท์นี้มาจากไหนครับ…?
หลวงพ่อ เคยไปดูจำอวด คนพากย์เขาพากย์ “เมื่อนั้น..ทศพักตร์” คนแสดงนั่งเลย เขาถามว่า “ทำไมไม่เต้น” แกบอกว่า”ก็มึงให้พักนี่หว่า” เลยจำมาได้
ผู้ถาม วันหลังผมต้องไปดูบ้าง จะได้จำมาบ้าง แล้วเรื่องนี้หลวงพ่อว่าเป็นกรรมไหมครับ.?
หลวงพ่อ ไม่เป็นไร คือทำดีไม่เป็นไร ถ้าจำเป็นก็ขัด ท่านไม่ได้ว่าอะไร เราถือว่าเจตนาดีก็เป็นบุญ  
ผู้ถาม เอาละ คราวนี้คงสบายใจ แต่ก็มีอีกคนหนึ่งครับ บอกว่ามีราวผ้าตากอยู่ แต่มีความจำเป็นจะต้องลอดไปแต่ก็พระ มีลูกแก้ว มีอะไรเยอะแยะ จะต้องว่าคาถาอะไรจึงจะรอดได้ครับ.?
หลวงพ่อ ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องว่า เพราะเราไม่ถือ ถ้าจำเป็นจะต้องไปนะ ตามธรรมดาที่ต่ำที่ไม่ควร เขาไม่อยู่แล้วถ้าจะไปเขาถือว่าเป็นการจำเป็น ไม่ต้องว่าอะไร
หลวงพ่อ ผ้านุ่งมันสกปรกตรงไหนล่ะ..ไอ้ตัวเรามันสกปรกกว่าผ้านุ่งอีก และแถมข้างในมีน้ำขี้ น้ำเยี่ยว น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ทำไมท้องอยู่ได้ล่ะ ใช่ไหม เดี๋ยวก็เทศน์อย่าง พระครูโว เทศน์อีกหรอก
ผู้ถาม ท่านเทศน์ว่ายังไงครับ
หลวงพ่อ เคยไปเทศน์กับพระครูโวท่าน คือวันนั้นมีงานหล่อพระประธาน เทศน์กัน ๓ ธรรมาสน์ ก็เทศน์เรื่องการหล่อพระว่าอานิสงส์เป็นอย่างไร..ท่านก็อธิบายอานิสงส์ ไอ้เราก็นึกขึ้นมาได้ ถามว่า
“ถ้าบังเอิญสมมติว่าโยมคนหนึ่งแกไม่มีทองมาหล่อ ลูกสาวแกก็โตแล้ว แต่ก่อนก็ซื้อตะปิ้งไว้ให้ ตอนนั้นก็ไม่ได้ใช้แล้ว ถ้าเอาตะปิ้งมาเพื่อหล่อพระ ถามว่าพระพุทธรูปองค์นั้น ถ้าพระไปกราบเจ้าของจะบาปไหม..?”

พระครูท่านแก้ว่ายังไง รู้ไหม..ท่านบอกว่า

“ท่านบวชมากี่พรรษาแล้ว.?”

บอก “๑๐ พรรษาเศษครับ”

“มีลูกศิษย์ไหม..?”

“ลูกศิษย์ผมเยอะ ทั้งลูกศิษย์ภายในทั้งลูกศิษย์ภายนอก” เพราะเป็นครูสอนธรรมะมามากมาย แล้วท่านถามว่า

“ลูกศิษย์แกไหว้แกมันได้บุญไหม.?”

บอก “เอ้า..เขามีความเคารพครูบาอาจารย์ก็ได้บุญซิ”

ท่านก็เลยถามว่า “แกออกมาทางไหนวะ ไอ้ตะปิ้งมันอยู่ข้างนอกมันได้เปื้อนอะไร แกเสือกไปนอนข้างในแล้วรอดออกมาด้วย”

แหม..ท่านแก้ได้ขาวสะอาดจริงๆคนหัวเราะกันตึง ต้องหยุดเทศน์ไปพักหนึ่ง โยมไม่ยอมเลิกหัวเราะซิ

ความจริงเจตนาเขาไหว้พระใช่ไหม..เรื่องโลหะไม่เกี่ยวจะใช้อะไรก็ได้ พระพุทธรูปเป็นพระปฏิมากรแทนพระพุทธเจ้า จิตใจเรานึกถึงพระพุทธเจ้าใช่ไหม..คือบาปน่ะมันไม่มี จำไว้ให้ดีนะ

เรื่องนี้ก็เลยถามหลวงพ่อปานท่านเหมือนกัน คือว่าในสถานที่ไม่ดี แต่มีความจำเป็นที่จะต้องไป ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ไป และเจตนาปรามาสพระรัตนตรัยไม่มี ก็มีเท่านี้แหละ..
สวรรค์ในอก นรกในใจ

ผู้ถาม ที่เขาว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ เล่าครับ?
หลวงพ่อ อันนี้เป็นคำพังเพย นรกจริง ๆ มี สวรรค์ในอกนรกในใจใช้ได้ แต่ว่ามันยังไกลเกินไปนะ พูดแบบนั้นก็พูดแบบคนไม่เคยเห็นสวรรค์ ไม่เคยเห็นนรกก็ว่ากันไป แต่ว่าหลักสูตรในพระพุทธศาสนาเขามีนี่คุณ พระพุทธเจ้าทรงวางหลักสูตรไว้ให้หมดนะ เราจะไปสวรรค์ไปนรกได้ เราจะต้องปฏิบัติตัวแบบไหน เราจะไป นิพพาน เราจะปฏิบัติตัวแบบไหน อันนี้ในพระพุทธศาสนามีหลักสูตรสอนไว้โดยเฉพาะเลยคุณ ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นหลักสูตรพิเศษ  
ผู้ถาม หลักสูตรที่หลวงพ่อว่ามีอะไรบ้างครับ?  
หลวงพ่อ หลักสูตรในพระพุทธศาสนา มี ๔ อย่างคือ
๑. สุกขวิปัสสโก
๒. เตวิชชโช
๓. ฉฬภิญโญ
๔. ปฏิสัมภิทัปปัตโต

ทีนี้โดยมากที่พวกคุณฟังกันมานี่ พวกนี้เขาไม่ได้ปฏิบัติ แม้ถึงขั้นสุกขวิปัสสโก คนที่เขียนตำราก็เขียนส่งเดช สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ อันนี้ตีความหมายว่าถ้าใจเป็นสุขก็เป็นสวรรค์ ถ้าใจเป็นทุกข์ก็เป็นนรก อันนี้มันได้หรอก แต่มันไม่ถูกกับความเป็นจริงนะ
สุกขวิปัสสโกกับเตวิชโชแตกต่างกันอย่างไร

ผู้ถาม สำหรับประเภทสุกขวิปัสสโก กับเตวิชโช แตกต่างกันอย่างไรครับ?
หลวงพ่อ ประเภทสุกขวิปัสสโกนี่ ไม่รู้อะไรหรอกคุณได้แต่สมาธิเฉย ๆ มีจิตเป็นสุข จิตมีกำลังตัดกิเลสได้ สำหรับวิชชาสาม หรือ เตวิชโช สามารถรู้ได้ เพราะว่าการปฏิบัติขั้นวิชชาสามมี ญาณ ๘ อย่าง คือ

๑. ทิพจักขุญาณ สามารถเห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้

๒. จุตูปปาตญาณ เราจะรู้ว่า คนที่เกิดมานี่ ก่อนจะเกิดนั้นมาจากไหน และเวลาตายแล้วไปไหน

๓. เจโตปริยญาณ สามารถจะเห็นจิตของคนได้ คนไหนจิตดี คนไหนจิตเลว

๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราสามารถระลึกชาติได้โดยไม่จำกัด

๕. อตีตังสญาณ เราจะรู้เรื่องราวในอดีตได้

๖. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวในอนาคตได้

๗. ปัจจุปันนังสญาณ ปัจจุบันนี้ใครทำอะไรที่ไหน เรารู้ได้

๘. ยถากรรมมุตาญาณ คนที่เขามีความสุขความทุกข์ เขาอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัยนี่ในด้านวิชาสาม รู้ได้ ๘ อย่างเท่านี้

สำหรับฉฬภิญโญ (อภิญญาหก) แสดงฤทธิ์ได้ มีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ ฯลฯ

ปฏิสัมภิทัปปัตโต มีความสามารถคลุมวิชชาสาม และอภิญญาหก มีความฉลาดกว่า

หมวดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่เหมือนกัน แต่วิธีปฏิบัติคล้ายคลึงกัน เอาใน กรรมฐานทั้ง ๔๐ มาแยกปฏิบัติเป็นหมวดหมู่

ทีนี้สำหรับการปฏิบัติ ถ้าจะถามว่าอย่างไหนเข้าถึงมรรคผลง่ายกว่ากัน ก็ต้องเป็นไปตามอัธยาศัยของคน

สำหรับสุกขวิปัสสโก พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียบ ๆ ไม่ต้องการฤทธิ์เดช ทำแบบสบาย ๆ จิตใจไม่ชอบจุกจิก

สำหรับเตวิชโช นั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับคนที่อยากรู้อยากเห็น ถ้ามีสิ่งปิดบังลี้ลับอยู่ ทนไม่ไหว ต้องหาให้พบ ค้นให้เห็น

สำหรับฉฬภิญโญ นั้น สำหรับคนที่ต้องการมีฤทธิ์เดช พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้

สำหรับปฏิสัมภิทาญาณ หรือปฏิสัมภิทัปปัตโต ท่านมีทั้งฤทธิ์ด้วย มีทั้งความเป็นทิพย์ของจิตด้วยมีความฉลาดด้วย สอนไว้เพื่อให้คนที่ต้องการรอบรู้ทุกอย่าง

ฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าทรงสอน จึงเป็นไปตามอัธยาศัยของคน
พระอาจารย์เล็กกล่าวว่า "หลวงปู่ครูบาผัด วัดหัวฝาย ต้ ...
arthit388 โพสต์เมื่อ 25-2-2012 22:51

สาธุ.อนุโมทนาครับ..เห็นอัฐิเป็นพระธาตุ..แล้วรู้สึกว่าดีครับ.....
..
ไม่รู้ที่อื่นจะมีมากกว่าหรือเปล่านะครับ..แต่ผมเคยไปที่วัดอโศการาม สมุทรปราการ.. จะมีรวมพระธาตุของหลวงปู่หลายๆองค์ เอ.ประมาณ28องค์ได้หรือเปล่าหรือมากกว่า...อยู่ที่เจดีย์..ให้ผู้คนไปกราบสักการะไหว้ได้ครับ....เป็นที่สถิตย์บุญมหาศาลจริงๆครับ...
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
อนุโมทนาสาธุครับ เนื้อหาดีทุกๆหน้าเลยครับ
ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย
ทศพนธ์ (0816583176)
วิชนันท์ (0863352788)


อนุโมทนาสาธุ ในบุญทั้งหลายทั้งมวลค่ะ ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ และท่านปู่ ท่านย่า เหมือนกันค่ะ
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน


สาธุ สาธุ สาธุ
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
พระวิสุทธิเทพ

วิธีทำตะกรุดกำลังแม่พระธรณี(ทิดตู่โพสต์เอาไว้)


ตั้งพานบูชาครู มีดอกไม้ ธูป เทียน หมาก ๑ คำ เงิน ๑๐๐ บาท

วันที่จะทำ

วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ
วันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ
วันพุธ ขึ้น ๒ ค่ำ
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ
วันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ
วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ

เอาโลหะ ๗ แผ่น จารอักขระ " ปะ  ฐะ  วี  วิ  สุน  ทะ  รี " แผ่นละ ๑ ตัว ม้วนเป็นตะกรุด เสกด้วยคาถาดังนี้

"ปฐวี วิสุนทรี  ปฐวี วิสุนทรา  ปฐวี วินายิกา  ปฐวี วิสารที  ปฐวี วิสุนทรี  สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา พุทธะมันตรา อานิสังสะโย


มาระเสนา ชัยโย ชัยยะ เต มังคะลัง  สัพพะโรคันตะราโย วินัสสันตุ ภะวันตุเม"

ถักด้วยเชือกติดตัว จะปลอดภัยในทุกที่ จะเป็นมหาเสน่ห์ ทุกคนรักใคร่เมตตา

หลวงปู่เนป่อง สุตธมฺโม วัดทุ่งเสือโทน ถ่ายทอด
๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖


คัดลอกจาก หนังสือกระโถนข้างธรรมาสน์
ฉบับที่ ๙๗ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

คาถาอีกาวิดน้ำ

อะปิ นุ หะนุกา สันตา มุ ขัน จะ ปะริสุดสะติ
โอระมามะ นะ ปาเรมะ ปูระเตวะ มะโห ทะทีติ



พระอาจารย์บอกว่า เป็นคาถาทวงหนี้และตามของหาย ท่านยังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นคาถาใด ๆ จะผิดหรือจะถูกก็ตาม ถ้าท่องด้วยสมาธิแล้วจะได้ผลสำเร็จทั้งนั้น ขอให้มีศรัทธา เชื่อมั่น และตั้งใจจริง

ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ หรือการทำสมาธิด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้เราเป็นผู้มีจิตหยุดนิ่ง การสวดมนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเกิดสมาธิได้ง่าย ยิ่งถ้าสวดจนใจโปร่งสบาย รู้สึกว่าการสวดมนต์ของเราช้าลงจนถึงขั้นอยากจะหยุดสวด ก็ไม่ต้องแปลกใจ ไม่ต้องฝืนกำลังใจ ดึงกลับมาสวดใหม่ เพราะบทสวดมนต์ก็เหมือนกับคำภาวนานั่นเอง

สมาธิจิตที่สูงขึ้น ๆ คำภาวนาก็จะค่อย ๆ หายไป ฉันใดฉันนั้นจิตก็จะชุ่มชื่นและเป็นสุขอยู่กับความสงบนั้น ส่วนอานิสงส์แห่งคาถาเราได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เคยได้ยินพระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า บางทีท่านสวดพระคาถาเงินล้านยังไม่ถึงจบก็กินเวลาเป็นชั่วโมง ขอให้ญาติโยมจงเป็นผู้ไม่ประมาท แบบอย่างที่ดีเราก็มีแล้ว อะไรที่ควรรู้เราก็รู้มากแล้ว จงรีบตามครูบาอาจารย์ไปเถอะ เดี๋ยวท่านจะไม่รอนะ

เรื่องเหรียญทำน้ำมนต์หรือวัตถุมงคลอื่น ๆ ก็ตาม ยิ่งทำด้วยวัสดุมีค่าสูงเท่าไร เทวดาที่รักษาก็ยิ่งต้องมีศักดานุภาพมากขึ้นเท่านั้น ปกติเหรียญทำน้ำมนต์นั้น ท่านให้ทำด้วยทองคำ นาก หรือ เงิน แต่เนื่องจากราคาสูงมากเกินไป จึงได้ขอพระท่านเป็นชุบทองแทน ดังนั้นจึงมีข้อแม้ว่าห้ามทองลอก ถ้าลอกจะเสื่อมอานุภาพทันที แต่ถึงลอกก็เอาไปชุบทองใหม่ได้ แล้วปลุกเสกด้วยอิติปิโสสามห้อง ๑๐๘ จบ นะมะพะทะ ๑๐๘ จบ ก็จะใช้ได้เหมือนเดิม

อิติ สุกขติ สุกขโต อิติ สุคติ สุคโต คาถาทำน้ำมนต์อาบเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง หรือทำน้ำมนต์พรมรถ - เรือที่ออกใหม่ หรือภาวนาขณะขับขี่ยานพาหนะ จะได้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ เป็นคาถาของพระสารีบุตรมหาเถระ


เหรียญทำน้ำมนต์รุ่นนี้ พระท่านว่าเป็นเหรียญครอบจักรวาล อธิษฐานใช้ได้ในทุกด้าน เพียงแต่เน้นในการทำน้ำมนต์รักษาโรคเท่านั้น ที่ยันต์บางส่วนไม่เหมือนกับของทางวัดท่าซุง เพราะการทำเหรียญน้ำมนต์ของวัดท่าซุงนั้น "ท่านผู้การสถาพร" ไปให้ช่างทำแผ่นเงินทำน้ำมนต์ และเหรียญทำน้ำมนต์(แบบสี่เหลี่ยม) มาอย่างละ ๗๒ องค์ ช่างเขาว่าการเขียนอักขระทับเส้นยันต์นั้นผิด (ผิดของเขา) เขาเลยเพิ่มตัว มะ กับ อะ มาอีก ๒ ตัว จะได้ลงเต็มทุกช่องพอดี หลวงพ่อฤๅษีท่านเห็นว่าทำมาแล้ว ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย เมื่อพระท่านเสกให้ก็ใช้ได้เหมือนกัน

ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๗ สิงหาคม ๒๕๔๙
วิธีการดูโฉลกอาวุธ (ดาบ มีด อาวุธอื่น ๆ)

ใช้นิ้วหัวแม่มือทาบขวางลงบนใบอาวุธ เริ่มจากหัวแม่มือขวาก่อน แล้วเอาหัวเเม่มือซ้ายซ้อนทับหัวเเม่มือขวา ทับซ้ายทับขวาไปเรื่อย ๆ จนหมดความยาวของอาวุธ ถ้ายังไม่สุดความยาวก็นับวนใหม่จนหมด ตกข้อไหนก็ดูคำทำนายเอา นับไล่ลำดับไปดังนี้

๑. ศรีวิชัย เป็นอาวุธคู่บารมี ชนะในทุกที่
๒. ภัยนิรันดร์ พาเจ้าของเดือดร้อนตลอดเวลา
๓. สุพรรณลาภ จะได้แก้วแหวนเงินทอง
๔. ปราบนคร จะได้บ้านเมืองมาเป็นข้าขอบขัณฑสีมา
๕. จรประสิทธิ์ ไปไหนก็พบกับความสำเร็จทุกที่
๖. ฤทธิเดช เป็นมหาอำนาจ ศัตรูคร้ามเกรง
๗. วิเศษสมบัติ จะร่ำรวยมหาศาล
๘. พลัดบ้านเมือง จะตกระกำลำบาก พลัดบ้านพลัดเมือง
๙. เลื่องลือยศ จะมีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรขจาย


คัดลอกจากเว็บกระโถนข้างธรรมาสน์
หลวงปู่กล่อม สมัยไปหาหลวงพ่อนั้น ท่านยังเป็นพระเทพวราลังการอยู่ ลงจากสองแถวก็ถือไม้เท้าเดินก๊อก ๆ ถามหากุฏิหลวงพ่อฤๅษี ทั้งพระทั้งโยมไม่มีใครรู้จัก นึกว่าหลวงตาแก่ ๆ มาจากบ้านนอกคอกนา ก็ท่านเล่นขึ้นสองแถวมานี่นา..!

อีกทีหลวงปู่ท่านบุกเข้าไปกราบหลวงปู่ธรรมชัยถึงกุฏิ(ที่วัดท่าซุง) ทั้งที่หลวงปู่ธรรมชัยยังไม่ได้เป็นพระครู และอ่อนกว่าทั้งอายุทั้งพรรษา แต่หลวงปู่กล่อมกราบหลวงปู่ธรรมชัยก่อน

ท่านถามหลวงปู่ธรรมชัยว่า "พระเดชพระคุณขอรับ..กระผมปรารถนาพระโพธิญาณ แต่ด้อยวาสนาปัญญาน้อย ไม่ทราบว่ายังบกพร่องในการสร้างบารมีจุดใดบ้าง ขอพระเดชพระคุณเมตตาชี้แนะให้เกล้ากระผมด้วยเถิดขอรับ"

หลวงปู่ธรรมชัยพับเพียบแต้ พนมมือตอบแบบเลี่ยงไม่ได้ว่า "วิริยะบารมีกับปัญญาบารมียังพร่องอยู่ พยายามหน่อยนะครับ.." พวกเราจะละมานะแบบหลวงปู่ได้ไหม?


หลวงปู่ชุ่มท่านพูดน้อยมาก ส่วนใหญ่เอาแต่นั่งยิ้ม ถามคำตอบคำ จนคนเกรงใจไปเอง แต่องค์นี้แหละ ที่หลวงพ่อฤๅษีบอกว่า เข้านิโรธสมาบัติได้ทั้งสี่อิริยาบถ..!

หลวงปู่เป็นผู้มอบแก้วจักรพรรดิให้แก่หลวงพ่อฤๅษีเอง ท่านว่าท่านหมดอายุแล้วไม่ต้องใช้อีก แต่ "หลวงน้อง" ต้องสงเคราะห์คนมาก หากมีแก้วจักรพรรดิไว้จะได้มีความคล่องตัวมากขึ้น

วัตถุมงคลของหลวงปู่ยุคนั้นมี ตะกรุดปรอท ตะกรุดหนังลูกวัวตายในท้อง เหรียญหมดห่วง ท่านว่าท่านเสกปรอทให้แข็งตัวได้เท่านั้น แต่อาจารย์ของท่านเสกเป็นแก้วได้ ปรอทตัวเมียจะเป็นแก้วราหู ปรอทตัวผู้จะเป็นแก้วจักรพรรดิ


หลวงปู่ดาบส เดิมเป็นพระมหาสง่า สุมโน ธุดงค์มาจากจันทบุรี ขึ้นไปปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือ ได้สร้างพระเจดีย์ที่ อ.ลอง จ.แพร่ และชักชวนคนให้มาถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก

บรรดา "แพะ " ทั้งหลายเห็นว่ามีคนไปหาท่านมาก ต้องมีเงินมากแน่ ๆ จึงไปเรียกร้องผลประโยชน์จากท่าน ท่านบอกว่าเอาไปสร้างพระเจดีย์หมดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ เมื่อไม่ได้อะไรจากท่านก็หาทางกลั่นแกล้ง จนในที่สุดจับท่านสึก

ท่านถอดสังฆาฏิให้เขาไป บอกว่า "ถ้านี่เป็นเครื่องหมายของพระในความหมายของพวกคุณ ผมก็ขอสละให้ ต่อไปนี้ผมจะเป็นพระในความหมายของพระพุทธเจ้า อย่ามายุ่งกับผมอีก ถ้ามายุ่งอีกคราวนี้ผมจะสู้..!"

ท่านได้รับนิมนต์จากทางไร่บุญรอดฯ ให้ไปสร้างสำนักอยู่ ใช้ชื่อว่า "อาศรมเวฬุวัน" เขาก็ยังตามกลั่นแกล้งท่านอีก ว่าเอาชื่อวัดแรกของทางพระพุทธศาสนามาใช้ไม่ได้ จนท่านต้องเปลี่ยนชื่อเป็น "อาศรมไผ่มรกต"

หลวงปู่ท่านจึงเป็น "ดาบส" และไม่พาดสังฆาฏิมาตั้งแต่บัดนั้น


คัดลอกจากเว็บกระโถนข้างธรรมาสน์
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
กลับไปยังรายบอร์ด