สมาชิกล่าสุดที่อ่านหัวข้อนี้

กลับไปยังรายบอร์ด
อนุโมทนาสาธุกับเจ้าของกระทู้ด้วยค่ะ ได้อ่านแล้วได้ความรู้และมีความสุขมาก
บุษบา
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี โดยคุณเถรี

ถาม : ตอนนี้นั่งสมาธิได้ดีขึ้น อยากได้สมาธิลึก ๆ ค่ะ
ตอบ : อย่าอยาก..ถ้าอยากจะไม่ได้ ทำใจสบาย ๆ ว่า เรามีหน้าที่เพียงภาวนา จะเป็นสมาธิลึกตื้นอย่างไรก็ช่าง เพราะว่าตัวสมาธิจะต้องมีอุเบกขาอยู่ด้วย ตัวอุเบกขาก็คือตัวช่างหัวมัน ทำไปเรื่อย ๆ เรามีหน้าที่ทำ จะเป็นหรือไม่เป็นเรื่องของเขา คิดอย่างนี้จึงจะได้เร็ว


ถาม : การฝึกกสิณ ถ้าเพ่งให้เกิดนิมิต ตอนแรกต้องนึกภาพกสิณที่เรามองใช่ไหมครับ หรือว่าไม่ต้องนึก แค่มองภาพกสิณแล้วก็ภาวนาให้ภาพเกิดขึ้นเองครับ ?
ตอบ : ถ้าสามารถภาวนาให้เกิดภาพขึ้นมาเองได้ก็เก่งเกินพระพุทธเจ้าแล้ว

การเพ่งกสิณ ก็คือ การลืมตามองดูวัตถุที่ใช้เป็นองค์กสิณ แล้วหลับตาลงนึกถึงภาพนั้น พร้อมกับคำภาวนา ถึงเวลาถ้าภาพเลือนไป ก็ลืมตาขึ้นมองใหม่ หลับตาลงแล้วนึกถึงใหม่พร้อมกับคำภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าภาพนั้นจะติดตาติดใจของเราเอง แล้วเราก็ประคับประคองเอาไว้อย่างนั้น


ถาม : เวลาปรารถนาหรืออยากได้สิ่งใด กำลังใจระหว่างรอคอยสิ่งนั้นมีผลหรือไม่ ? เพราะบางครั้งอยากได้มากกลับไม่ได้ แต่บางครั้งทำเฉย ๆ เสีย ไม่สนใจ กลับได้มาโดยง่าย
ตอบ : สำหรับเรื่องอื่นไม่รู้ แต่ถ้าในเรื่องของธรรมะการปฏิบัติ คนที่อยากจะไม่ได้ เพราะความอยากนั้นทำให้ใจยังฟุ้งซ่านอยู่ ในเมื่ออารมณ์ใจฟุ้งซ่าน สมาธิไม่ทรงตัว ก็เข้าไม่ถึงการปฏิบัติตามลำดับที่ตนเองต้องการได้ เรื่องทางโลกก็เหมือนกัน อย่างเช่น คาถาเงินล้าน ถ้าใครสวดเพราะอยาก โอกาสได้ก็ยากเต็มที แต่หมดอยากเมื่อไร จะไหลมาเทมาเมื่อนั้น

ถาม : วางกำลังใจไม่ให้อยากนี่ยากครับ เพราะอยากถึงได้สวดครับ ?
ตอบ : อยากได้..แต่ถึงเวลาภาวนาให้เลิกอยาก เรามีหน้าที่ภาวนาอย่างเดียว อะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ท่านจะเมตตาสงเคราะห์

ถาม : ใช้วิธีสวดจนหายอยากได้ไหมครับ ?
ตอบ : ได้..แต่อาจจะหลายปี อาตมาเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด ตอนสมัยเรียนมัธยม อาตมาอ่านประวัติของหลวงปู่โต วัดระฆังแล้วเลื่อมใสมาก อยากได้พระสมเด็จวัดระฆัง มีคนบอกว่า ถ้าอยากได้พระสมเด็จวัดระฆัง ให้ตั้งใจสวดคาถาชินบัญชรทุกวัน แล้วท่านจะเสด็จมาเอง

อาตมาก็ว่าคาถาชินบัญชรเป็นปกติ ปีแล้วปีเล่าผ่านไปก็ไม่ได้สักที เพราะว่าสวดด้วยความอยากได้ ผ่านไป ๑๑ ปีไม่มาเสียที หมดความอยากเลย คิดแค่ว่าเรามีหน้าที่สวดภาวนาของเราไป ส่วนพระองค์ท่านจะเสด็จมาโปรดหรือไม่โปรดก็แล้วแต่ท่านเถิด ปรากฏว่ามาอยู่เรื่อย ดังนั้น..ถ้าอยากก็ยังไม่ได้ ไม่อยากเมื่อไรจะได้เอง


ถาม : ๑๑ ปีไม่ใช่น้อยนะครับ
ตอบ : สวดด้วยความอยากนำหน้า ตัณหานำทางมาตลอดก็อย่างนั้นแหละ

ถาม : ศาลเพียงตาที่มีอยู่สูง ส่วนศาล ๔ เสาเตี้ย แล้วเราจะต่อเสาไม้ขึ้นไปประมาณนิ้วครึ่งได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ถ้าไม่เกรงใจชาวบ้านจะหาว่าเราบ้า ก็ไม่เป็นไร ต่อไปเถอะ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วคนเขาไม่เข้าใจกัน เขาจะตั้งศาลอากาศเทวดาเตี้ยกว่าศาลพระภูมิ กลายเป็นเจ้านายอยู่เตี้ยกว่าลูกน้อง ถ้าสถานที่นั้นเป็นหน่วยงาน จะทำให้ลูกน้องไม่ฟังเจ้านาย ทำตัวใหญ่กว่า ถ้าเป็นบ้านเรือนที่พักอาศัย เด็ก ๆ ก็ไม่ฟังผู้ใหญ่ แต่ว่าน้อยรายที่จะรู้ว่าศาล ๔ เสาเป็นศาลอากาศเทวดา ส่วนใหญ่เขาเรียกศาลตายายกัน

ถาม : แล้วเราจะต่อไม้ขึ้นไปสักนิ้วครึ่ง ?
ตอบ : ทำอย่างไรก็ได้ หนุนให้พื้นศาลสี่เสาสูงกว่าพื้นศาลเพียงตาก็แล้วกัน

พระขรรค์โสฬส เนื้อเงิน
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์
พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมาบริหารวัด พยายามจะให้มีความเจริญทางสภาพจิตใจมากกว่าวัตถุ แต่พระใหม่บางรูปยังเคยชินกับความสะดวกสบายเหมือนตอนเป็นฆราวาสอยู่ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยจะอดทน ความสบายทำให้ความอดทนลดน้อยถอยลง

มีพระจากวัดใหญ่แถว ๆ ปทุมธานี ๔ รูป ไปขอปฏิบัติธรรมที่วัดท่าขนุน พออาตมาพาเข้าที่พัก เขาเห็นไม่มีเตียง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ก็ขอลากลับเดี๋ยวนั้นเลย น่าเสียดายความตั้งใจของเขา อุตส่าห์ไปจนถึงวัดแล้ว

เดี๋ยวไว้หน้าแล้ง ถ้าหากว่ามีการปฏิบัติธรรมว่าจะให้นอนเต็นท์สักรุ่น พอดีไปซื้อเต็นท์ไว้ ๒๐ หลัง แล้วรู้ไหมว่า ๒๐ หลังนั้นราคาแค่ ๗,๐๐๐ บาท ก็เลยกะว่าเดี๋ยวจะซื้อเพิ่มสัก ๑๐๐ หลัง ที่เหลือก็ให้แบกกันมาเอง ถึงเวลาก็ไปเลือกมุม
กางกันตามสบาย อย่าลืมโรยปูนขาวกันมดและวางมะนาวกันงูไว้ด้วย" "งูไม่ได้กลัวมะนาว แต่งูไม่ชอบกลิ่นมะนาว แค่ได้กลิ่นก็ไม่เข้าใกล้แล้ว แต่ตอนนี้ที่วัดงูมีน้อย เพราะว่ากินกันเองหมด โดยเฉพาะงูจงอางกินงูอื่นเป็นปกติเลย กินงู กินคางคก กินตุ๊กแก

ถ้าหากว่ากลัวงู ขอให้พกตะขาบไว้กับตัว งูกับตะขาบเป็นสัตว์ที่เป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ และงูจะแพ้ตะขาบตลอด พรานบางคนเล่าให้ฟังว่า เดินป่าอยู่ได้ยินป่าแตกมาเลย ปรากฏว่างูจงอางใหญ่เลื้อยมาอย่างกับลมพัด ตัวเองก็ตกใจมือตีนอ่อน ที่ไหนได้งูจงอางเลื้อยผ่านไปไม่สนใจคนเลย พออีกสักพักหนึ่งตะขาบใหญ่เลื้อยไล่ตามมา งูจงอางถ้าโดนตะขาบกัดจะตายทุกตัว..ไม่เหลือเลย..!

ตะขาบเจอคางคกก็เสร็จคางคกหมด คางคกเจอจงอาง จงอางก็แลบลิ้นเลียปากรอเลย แพ้กันเป็นวง น่าจะมีใครเรียนทางสัตววิทยาแล้วไปทำวิจัยดูสักทีว่าแพ้กันเพราะอะไร แบบเดียวกับที่งูเหลือมแพ้เชือกกล้วย ต่อให้เอาเชือกไนลอนมัดก็ดิ้นหลุดไปได้ แต่ถ้าเชือกกล้วยมัดนี่หมดสภาพ จะจูงไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น"


พระอาจารย์กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้คนทองผาภูมิตามหาแต่พระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้าน รุ่น ๒ ท้ายสุดต้องกัดฟันเข้ามาปฏิบัติธรรมเอง ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้บูชา เห็นคนอื่นแขวนแล้วอยากได้ เขาถามว่ามีบูชาไหม ? อาตมาบอกว่าไม่มีหรอก อยากได้ต้องมาปฏิบัติธรรมก่อน เพราะฉะนั้น..บวชเนกขัมมะครั้งนี้เลยมีคนทองผาภูมิมา ๑๐ กว่าคน มาปฏิบัติธรรมเพราะตั้งใจจะบูชา่พระ

ต้นเหตุเกิดจากคุณสโรชา ซึ่งเป็นตำรวจหญิง เข้าวัดมาปฏิบัติธรรม คนเขาว่าบ้า พอสโรชาแขวนพระปิดตาสีแดงฝังตะกรุดไปอวดเท่านั้น บ้าตามกันหมดเลย อยากได้กันมาก ปรากฏว่าไม่มีเหลือแล้ว ต้องมาเอารุ่นอื่นไปแทน

ส่วนคุณโอรสของเรา เปิดกล่องมาพระหายไป ๓ องค์ เขามาถามอาตมาว่า “พระหนีกลับไปหาหลวงพ่อหรือเปล่าครับ ?” ฉลาดเหมือนกัน ท้ายสุดอาตมาก็ต้องควักคืนไป ๓ องค์ แต่สู้พระครูน้อยไม่ได้หรอก ตอนตี ๕ ก่อนทำวัตรถามพระครูน้อยว่า “ได้ทำวัตถุมงคลหายหรือเปล่า ?” “ ไม่หายครับ” เดินบิณฑบาตก็ถามอีก “ได้ทำวัตถุมงคลหายหรือเปล่า ? ” “ ไม่หายครับ”

ตอนฉันเช้าก็ถามซ้ำ “ได้ทำวัตถุมงคลหายหรือเปล่า ?” “ ไม่หายครับ” ยังยืนยัน พอสาย ๆ ตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมมา “แหะ ๆ หายครับ” อาตมาบอกว่า “ท่านมาอยู่กับผมตั้งแต่ตี ๕ ไปทบทวนดี ๆ วันนี้ทำอะไรพลาด พระถึงได้หนีมาหาผม"

สมัยก่อนก็ได้ยินแต่ว่าครูบาอาจารย์ท่านสร้างพระ สร้างวัตถุมงคลแล้ว ถ้าลูกศิษย์ทำไม่ดี หรือไม่ให้ความเคารพ วัตถุมงคลจะหนีกลับ ไป ๆ มา ๆ พอตัวเองทำวัตถุมงคลบ้างก็มีหนีกลับเหมือนกัน แสดงว่าวัตถุมงคลสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ อย่าไปให้ค่ารถไว้ ให้เมื่อไรเดี๋ยวหนีกลับกันหมด"


ปิดตาจัมโบ้ รุ่น 2  วัดท่าขนุน


  
ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
พระพิมพ์หลวงพ่อปานย้อนยุค  หลวงพี่เล็ก วัดท่าขนุน
  

  

  

  

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
ขอยืมข้อความจากคุณคิมหันต์ แห่งเว็บวัดท่าขนุน มาให้อ่านกัน
ในมหานครแต่ละทิศ ประกอบด้วยเทพยดาแต่ละเหล่า มีจอมเทวราชของตนปกครองดังนี้

๑. ทิศตะวันออก ปกครองโดยท้าวธตรฐ หรือบางที่เรียกท้าวทศรถ เทวดาเหล่านี้เรียกว่า คนธรรพ์ เปรียบได้กับทหารอากาศของเรา

๒. ทิศใต้ ปกครองโดยท้าววิรุฬหก เทวดาเหล่านี้เรียกว่า กุมภัณฑ์ เปรียบไปแล้วคงเหมือนกับตำรวจของเรา

๓. ทิศตะวันตก ปกครองโดยท้าววิรูปักข์ เทวดาเหล่านี้เรียกว่า นาคา หรือ นาค เปรียบไปคงได้แก่ทหารเรือของเรา

๔. ทิศเหนือ ปกครองโดยท้าวเวสสุวรรณ หรือบางทีเรียกว่า ท้าวกุเวร ปกครองเทวดาเหล่าที่เรียกว่า ยักษ์ เปรียบได้กับทหารบก เพราะมีบทบาทมากที่สุด การปกครองทั้งสี่ทิศนี้ ขึ้นกับท้าวเวสสุวรรณทั้งหมด

ในท้าวมหาราชทั้งสี่จะมีมือรอง (คงคล้ายรองผบ.เหล่าทัพ) ที่เรียกว่า "อินทกะ" ทิศละ ๑,๐๐๐ องค์คอยช่วยเหลืออยู่ หากท้าวมหาราชองค์ใดหมดวาระพ้นจากตำแหน่ง ท่านอินทกะทั้งหนึ่งพันองค์ของทิศนั้น ก็จะคัดเลือกองค์ใดองค์หนึ่งที่เหมาะสม ขึ้นมารับตำแหน่งแทน (รับรองว่าไม่มีใบปลิว หรือบัตรสนเท่ห์โจมตีกันอย่างเด็ดขาด) ส่วนตำแหน่งที่ว่างลง ก็จะเลือกเทวดาชั้นวชิระขึ้นมาแทน...


อ้างอิงจาก..อดีตที่ผ่านพ้นตอนที่ ๒๐ : พรท้าวจาตุมหาราช

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "วันก่อนขณะกำลังเดินทางกลับจากเชียงใหม่ อาตมาภาวนาไปเรื่อย ๆ เห็นท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านโผล่มาอยู่ข้าง ๆ ก็เลยถามว่าท่านมาทำไม? ท่านบอกว่าวันนี้ว่าง..มีเวลาว่างกับเขาเหมือนกัน ในเมื่อว่างท่านก็เลยมาช่วยดูแล

จึงถามท่านท้าววิรูปักษ์ว่า จะมีวิธีไหนที่ทำให้อาตมามั่นใจเห็นว่าปลอดภัย ท่านก็สลัดอาวุธท่านออกไป พุ่งนำหน้าเหมือนกับยิงจรวดนำวิถีเลย ตั้งแต่ตรงจุดที่กำลังเดินทางอยู่จนถึงปลายทางนี่ราบเป็นหน้ากลอง ท่านแสดงให้ดูว่าจะไม่มีอุบัติเหตุหรือมีอะไรขวางได้ ต้องปลอดภัยแน่นอน อาตมาก็ อ๋อ..ที่แท้จรวดนำวิถีนี่เขามีมานานแล้ว

ความจริงท่านไม่ได้ว่างหรอกนะ ท่านรับผิดชอบงานมหาศาล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีงานที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์โดยตรง โดยเฉพาะงานที่ต้องดูแลสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา อำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลที่ท่านบำเพ็ญกุศล ดูแลรักษาทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่เป็นสมบัติของแผ่นดิน

ที่สำคัญก็คือ รับบัญชีบันทึกบุญบาปของชาวบ้านไปส่งให้ปัญจสิกขเทพบุตร ดังนั้น..เทวดาชั้นจาตุมหาราชจะมีเรื่องยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์เยอะมาก เพราะเป็นหน้าที่ท่านโดยตรง เราถึงได้เรียกท่านว่า โลกบาล หรือ โลกะปาละ ผู้รักษาโลก"


อ้างอิงจาก..เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔
รูปหล่อท้าวจตุมหาราช


หลวงพ่อปาน รุ่นย้อนยุค นับเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรก ๆ ที่หลวงพ่อเล็กท่านทำแจกตอนรับสังฆทานที่
บ้านอนุสาวรีย์สมัยแรก ๆ


หลวงพ่อเล็กกล่าวถึงไว้ว่า "แล้วบางรายอย่างเช่นที่ได้ทำพระหลวงปู่ปานย้อนยุคไป ตอนแรกอาตมาก็คิดว่าพระที่ทำไปคงไม่ได้อย่างที่หลวงปู่ท่านทำเพราะว่า สามารถที่จะถอนพิษสัตว์ได้ ถ้าหากว่าโดนงู โดนพิษสัตว์กัดต่อย ให้เอาพระแช่น้ำตั้งใจอารธนาบารมีท่านสงเคราะห์ แล้วก็แปะหันศรีษะพระขึ้นด้านบน พระจะดูดติดกับแผลเพื่อที่จะดูดพิษออกมา ปรากฏว่ามีคนเอาไปใช้แล้วได้ผลจริง ๆ เป็นไปตามนั้นจริง ๆ อาตมาก็ดีใจว่าท่านสงเคราะห์ให้เหมือนอย่างที่สมัยหลวงปู่ปานท่านทำเหมือน กัน "

กระโถนข้างธรรมมาสน์ ฉบับที่ 1


"หลวงพ่อปานย้อนยุค เขามีทำขายอยู่แล้ว หลวงพี่ไปเหมาจากตลาดพระมาเข้าพิธี ดูดพิษได้เหมือนของแท้ อันนี้ลูกศิษย์ที่มีประสบการณ์เล่าให้ฟังโดยตรง ทหารท่านหนึ่งบูชาติดตัวไปถูกซุ่มโจมตี รูกระสุนพรุนไปทั้งคัน แต่ไม่ถูกตัวแม้แต่นัดเดียว จึงถูกทหารบุกวัด ล้อมกุฏิ อ้อนวอนจะเอาแต่รุ่นนี้ที่หมดไปแล้ว"

ลูกศิษย์เก่าแก่ของหลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟัง


ไปได้มา 4 องค์ๆละ 400 บาท 3 องค์ 700 บาท 1 องค์

พุทฺธํ รตน สุตํ
ธัมฺมํ รตน สุตํ

สังฺฆํ รตน สุตํ


ลองภาวนากันดู ครับ
ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์

พระหลวงพ่อเงินไหลมา เนื้อผง
พระผงรุ่นแรก ๆ ของหลวงพ่อเล็ก


ไปได้มาถูกๆจากเว็บหนึ่ง ราคาหลักร้อย ลงเป็นของวัดท่าซุง

พระผงหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ  
รุ่นนี้ออกเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๒


ไปได้ราคาหลักร้อยจากเว็บหนึ่งเหมือนกัน ฟลุ๊คๆ

หลวงตาบิณฑบาตร...นัยยะ..มีกินมีใช้
ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์
ตอบกลับ 770# jeenus
สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ
สาธุ  สาธุ  สาธุ
ไม่ค่อยได้เข้ามากระทู้ตัวเองซะแล้ว มัวแต่ดูพระที่เว็บพลังจิต เพลินไปเลย
หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี


ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน
หลวงพ่อสุมโนดาบส

ไฟล์แนบ: คุณไม่สามารถดูไฟล์แนบได้ จำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็ สมัครสมาชิก ก่อนนะครับ แล้วเรามาร่วมแบ่งปันความสุขกัน

คติธรรมจากหลวงตาวิเศษ

อะไรเกิดขึ้นก็ตามถ้าเราไม่เอาจิตเข้าไปยุ่งมันก็จบ

นี่มันตัดมันตัดอยู่แค่นี้ไม่มีอะไรยาก
ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์
                                                             นอนตีแปลง
                                                                                            



เวลาความตายจะมาถึงนี่ เขาไม่เคยตายในวันพรุ่งนี้นะ มันตายในวันปัจจุบันนะไอ้หนูนะ  ไม่มีใครตาย วันพรุ่งนี้นะ ตายตอนตายทั้งนั้นเลย

ความดีก็เหมือนกัน เวลาใครจะให้เรา ให้ตอนนี้ทั้งนั้นนะ
ตอนที่เจอหน้ากันนะบอก.. "แกทำความดีพรุ่งนี้ พรุ่งนี้มาถึงเมื่อไรค่อยมารับรางวัล" ได้ไหมน่ะ ชีวิตนี้น่ะ? ไม่ได้... มันไม่มี...ไม่มี...

นี่โดยทางทฤษฎี โดยทางปรัชญาคิดได้แค่นี้ แต่โดย ทางเป็นจริงแล้วไม่มีภาษาพูดเลย กลัวขนลุกขนพองเลย
ทำอย่างเดียว คือ กรรมฐานกองไหนในปัจจุบันที่มองได้ทะลุ ปรุโปร่งและมันตรงกับบุญ เราให้พากเพียรเพิ่มพูนไว้
อย่าได้ถอนอารมณ์ออกมา  ไม่ถอนอารมณ์ออกมา

มีอยู่อย่างนึง... ที่จะช่วยได้คือแผ่เมตตาให้ใจชุ่มชื่น เบิกบานไว้ มันจะได้ไม่ต้องไปแว้งกัดคนอื่นเขา ไม่ต้องไปเปรียบเทียบแดกดันจับผิดคนอื่นเขา
ต้องแผ่เมตตาก่อนจะทำ ความเพียรอุกฤษฏ์อย่างนี้ ต้องชุ่มชื่น ต้องทำตามอาการ

คุณสมบัติของหมู ๒ อย่างคือ เมื่อเจอหนองน้ำ จะนอนเนี่ยนะ..เขาจะเอาจมูกดุนโคลน ให้เละก่อน เขาจะไม่นอนในน้ำใสๆ หรอกนะ..โคลนยังไม่ถึงที่
เขาจะไม่นอนมันไม่เย็น เขาต้องเอาจมูกคุ้ยเลนให้ขึ้นมากวนน้ำ ให้ควั่ก ให้เละที่สุดก่อน กวนเชียว..เสร็จแล้วต้องนอนเนื่อง... เย็น...สบาย

เขาเปรียบความว่า พระโยคาวจรเจ้าเมื่อจะนอนเนื่องใน อารมณ์กรรมฐาน ให้แผ่เมตตาให้เย็นชุ่มชื่นใจ แล้วดุนซุกไซ้ กายคตาสติน่ะให้เห็นให้เละที่สุด
แล้วก็นอนเนื่องในความเละนั้น มีความเยือกเย็นของพรหมวิหารอย่างนั้น วางอาญา ไม่ประทุษ ร้ายผู้ใด แต่ประทุษร้ายร่างกายตัวเอง ตับ ไต ไส้ ปอด ดุนออกมา ลากออกมาเขี่ยออกมา แล้วนอนเนื่องให้มันเหม็นอยู่อย่างนั้น แหละ เพื่อให้มันรู้ว่าเลวยังไง จะได้เบื่อ

โอ้โห! ภาษาโบราณเนี่ย! ท่านอุปมาได้เข้าใจเลย แต่คน ไม่เคยเห็นหมูนอนตีแปลงนี่ ไม่รู้จักนะ ไม่เข้าใจนะ ต้องบรรยาย ก่อน นี่ภาษาโบราณของมิลินทปัญหา นั่นแหละลูกคือเหตุผล
  
พระครูภาวนาพิลาศ วัดเขาวง : หลวงตา



เรื่องที่จะนำมาถ่ายทอดต่อไปนี้ คัดลอกมาจากหนังสือ "เสียงจากถ้ำ (นารายณ์) ฉบับพิเศษ : บนเส้นทางพระโยคาวจร" เขียนโดย "สายฟ้า" [หลวงตาวัชรชัย เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์)] ผู้ถ่ายทอดกราบขออนุญาตต่อหลวงตาวัชรชัย ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ และจะขอตัดตอนนำเฉพาะบางตอนที่กล่าวถึง หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร มาถ่ายทอด ดังนี้

"ถ้าจะมีพระสงฆ์สักองค์หนึ่งที่สามารถนั่งสนทนาโต้ตอบกับพ่อ (หลวงพ่อของพวกเรา) ได้แบบทันปากพ่อ ทันใจพวกเราแล้ว ผู้เขียนนึกออกมาได้เพียงองค์เดียวจริงๆ นั่นคือ พระคุณหลวงปู่บุดดา ถาวโร หนึ่งในจำนวนพระสุปฏิปันโนที่พ่อนิมนต์มาในงานฉลองวัดเมื่อเกือบ 24 ปี มาแล้ว"

พระคุณหลวงปู่บุดดา ท่านพรมน้ำมนต์ที่ศาลา 4 พระองค์ วันนั้นดูเหมือนไม่เหนื่อย แต่พอกลับมาพักที่กุฏิก็จับไข้ตามเดิม ผู้เขียนจำได้ไม่มีลืม กลับมาท่านก็ยังไม่ยอมนอนพัก นั่งอยู่ชั้น 2 กุฏิเบอร์ 2 กับผู้เขียนตัวต่อตัว ท่านมองฟ้า มองหลังคาพระอุโบสถวัดท่าซุง ผ่านหน้าต่างกุฏิ ตายังงี้ใสแจ๋วเหมือนแก้ว ไร้อารมณ์ไร้เดียงสา บริสุทธิ์เหมือนดวงตาเด็ก (เด็กดีๆ นะ) ปากก็พูดลอยๆ แต่ชัดเจนว่า

"เออ..งานนี้ (หมายถึงงานวัดเราที่มีพระสุปฏิปันโนมารวมกันถึง 10 องค์) จัดยากนักหนา ใครๆ จะไปนิมนต์พระดีหลายๆ องค์มารวมกันยังงี้ทำไม่ได้หร็อก พระเจ้าแผ่นดินทั่วโลก พระสังฆราช พระสันตะปาปารวมกัน ไปนิมนต์ท่าน ท่านไม่มาให้หร็อก..! แต่พระมหาวีระ (ตอนนั้นพ่อยังไม่ได้สมณศักดิ์) องค์เดียวทำได้ ท่านทำให้ลูกหลานได้ดีกัน แต่หลวงปู่ยังสงสัยว่า ลูกหลานทั้งหลายจะเข้าใจเจตนาครูบาอาจารย์ และฉวยความดีนั้นเอาไว้ได้ไหม ?.."

ท่านพูดแค่นั้นแหละ...นิ่งเงียบไปเลย ผู้เขียนธรรมดาโง่อยู่แล้ว หลังจากนั้นอีก 3 ปี จึงได้เข้าใจจุดหมายอันลึกซึ้งยิ่งใหญ่ไพศาลที่หลวงปู่บุดดาพูดถึง จะเล่าให้ฟังในตอนสรุปท้ายเรื่อง "พระผู้เป็นเนื้อนาบุญ" ตามลำดับระยะเส้นทางพระโยคาวจร

หลวงปู่บุดดา มีจริยาวาจาตรงๆ ง่ายๆ ใครก็ทราบกันอยู่แล้ว ที่สำคัญก็คือ เป็นพระสงฆ์ที่รักผ้าครอง 3 ผืน ยิ่งนัก จะเห็นว่า ท่านจะพาดสังฆาฏิติดตัวอยู่เสมอไม่เคยขาด อีกอย่างก็คือไม่จับเงินทอง ไม่ให้ผู้หญิงเข้าใกล้ตัวเลย เรื่องสนุกมากๆ ก็เกิดตรงจุดนี้ คือ เมื่อเสร็จจากงานวัดแล้ว พ่อก็จัดรถนำลูกหลานไปกราบเยี่ยมหลวงปู่ที่ อ.สรรคบุรี ไปกันหลายคันรถ ศาลารับแขกของหลวงปู่ที่สำนักนั้นแน่นไปหมด พ่อก็บอกว่า

"ลูกหลานเอ๊ย...ช่วยหลวงปู่สร้างศาลาใหม่นะลูก ช่วยกันคนละเล็กละน้อย"

โธ่เอ๋ย...ถ้าหลวงพ่อออกปากอย่างนี้ ซ้ำยังบอกว่า

"หลวงปู่บุดดา เป็นพระทองคำทั้งองค์นะลูกนะ ทำบุญกับท่าน ก็คือ ทำบุญกับพระอรหันต์ นะ"

จากคนละเล็กละน้อยก็รวมเป็นก้อนใหญ่มากๆ จำไม่ได้ว่าเท่าไร หลวงพ่อสั่งให้นับจำนวนเงินมัดรวมเข้าเป็นปึกสวยเชียว

"ถวายหลวงปู่เข้าไป เอ๊า...โมทนาพร้อมๆ กันลูกเอ๊ย..."

คนถือเงินน้อมถวายปุ๊บ หลวงปู่ก็คว้าย่ามมาแหวกปั๊บ แหวกกว้างเลยกะให้เงินหล่นใส่ย่ามไม่ถูกมือท่าน เท่านั้นแหละท่านผู้อ่าน พ่อเราก็คว้าเงินทั้งปึกมาถือไว้... แย่งเอาเสียเองเลย

"หลวงปู๊....." พ่อทำเสียงยาวเลย

"นี่...ถ้าจับเงินไม่ได้ก็ไม่ต้องเอานะ... นี่ถ้าพระใจเป็นแก้วทั้งใจอย่างหลวงปู่ยังคิดว่าไอ้แบงก์กับธาตุดินมันยังมีค่าต่างกัน...ถ้าธาตุดินนี้มันทำให้ใจหลวงปู่เสียหายได้ ก็ไม่ต้องเอาน๊ะ...."

เท่านั้นแหละหลวงปู่ผู้ไม่จับเงินมาตลอดชีวิต
ก็มีอันเปลี่ยนไป ท่านคว้าเงินมาจากมือ พ่อ

"เอาของเขาคืนมานะ..."
จับ 2 มือแน่นชูขึ้นตรงหน้าเลย

"นี่..นี่..นี่ บุดดาจับเงินแล้วนะ จับเงินแล้วนะ"

จับยัดใส่ย่ามวางบนตัก ชนิดใครก็มาแย่งไปอีกไม่ได้ พวกเราหัวเราะกันลั่นเลย หัวเราะไปใจเป็นสุขที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นสุขเพราะอะไร... พ่อบอกอยู่เสมอว่า

"ใจพระทองคำแท้ (พระอรหันต์) ท่านไม่ติดอะไรทั้งโลก แม้ร่างกายตัวท่านเอง แต่ท่านอยู่กับร่างกายและโลก เกี่ยวพันบริหารงานโลกโดยใจไม่มีทุกข์โทษเวรภัยใดๆ มาทำให้มัวหมองแปดเปื้อนได้ เมื่อใจไม่ติดแน่นอนแล้ว จริยาทางกาย วาจา ก็ลดลงมาหากระแสโลกเพียงเพื่อสงเคราะห์ จะได้พูดกันแนะนำกันรู้เรื่องแบบธรรมดาโลกเขา แต่จริยาท่านอยู่ในสมณมารยาท ในวินัยประเพณี ไม่มีบกพร่องด่างพร้อย เมื่อพ่อกล้าทำอย่างนั้น พ่อก็กล้าชักชวนให้หลวงปู่องค์อื่นออกมาทำงานแทนคุณพระพุทธเจ้าก่อนที่ร่างกายจะสลายหายประโยชน์ไป พระคุณหลวงปู่บุดดาท่านเข้าใจ เต็มใจทำอยู่แล้ว เมื่อมีเพื่อนผู้รู้ใจมารับรองประคองเชิญ ท่านก็ก้าวออกมา..."

นับแต่นั้น ! หลวงปู่บุดดา ก็จับเงินทองได้ ให้ญาติโยมผู้หญิงผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้าใกล้ตัวท่านได้ ด้วยประการ ฉะนี้ (เอาเข้าให้..)




เอาละ...ทีนี้มาต่อความ หลังจากพ่อชวน หลวงปู่บุดดา เป็น "พระเปิด" เรียบร้อยแล้ว เรื่องมันก็ยิ่งตรงแน่ไม่ต้องแปลกันแล้ว ขอออกตัวคือบอกความจริงกันเสียก่อนว่า ผู้เขียนไม่มีวาสนาได้ตามพ่อไปทุกที่ หรือได้ฟังได้เห็นไปเสียทุกเรื่องราวที่พ่อทำ... นานๆ จะได้พบเห็นปรากฏการณ์บริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนาจากจริยาที่พ่อประพฤติเป็นธรรมดาๆ สักครั้ง จึงจดจำสลักเข้าไปในใจตัวเอง... แต่ไม่หวงแหนที่จะเล่าให้ท่านฟัง

เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที "บ้านซอยสายลม" ของพวกเรานี่แหละ ตั้งแต่สมัย พี่อ๋อย (คุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เจ้าของบ้าน) ยังมีชีวิตอยู่นั้น หลวงปู่บุดดาก็มักจะมาเยี่ยมพ่อที่บ้านนี้บ่อยครั้ง พี่อ๋อยจะยิ้มเต็มปากเต็มหน้าเต็มใจต้อนรับหลวงปู่ ชี้ถวายที่นั่ง..... ประเคนถวายน้ำฉัน แล้วก็จะนั่งยิ้มคุยกับหลวงปู่คอยเวลาที่พ่อจะลงมาพบ พี่อ๋อยกับหลวงปู่บุดดาคงจะเป็นคนประเภทเดียวกันคือ พูดตรงไปตรงมา เสียงดังฟังชัด สมัยก่อนโน้นหลวงปู่บุดดาพูดเสียงดังมาก โดยเฉพาะเวลาคุยกับพ่อนี่ไม่ต้องใช้ไมโครโฟนหรอก ถ้าพระคุณ 2 องค์นี่คุยกันทีไร พวกเราคอยหัวเราะได้เลย ท่านทันกันจริงๆ พ่อบอกว่า

"ก็ไอ้คน "ถาวโร" เหมือนกันนี่ มันก็อย่างนี้แหละ...."

ครั้งหนึ่งพ่อคุยเรื่อง 'อารมณ์พระนิพพาน' กับหลวงปู่... พวกเราก็นั่งเชียร์กันเต็มที่ ท่านปรารภเรื่องร่างกายว่าเป็นของไม่ดี แล้วถามหลวงปู่ว่า

"หลวงปู่...ร่างกายนี่มันทุกข์ไหมครับ ?.."

"มันทุกข์น่ะเช้..."
หลวงปู่มักจะทำเสียงยาว ทำหน้าจริงจัง จ้องตายืนยันคำพูดทุกครั้ง ซึ่งมักจะตกหลุมพ่อทุกครั้งเหมือนกัน

"อ้าว...ถ้ามันทุกข์แล้วหลวงปู่ "เสือก" เกิดมาทำไมล่ะ...."

" ก้อ ก้อ มันโง่น่ะเช้...."
แล้วท่านก็ไปกันได้ทุกครั้ง...ไม่เคยอับจนซักที

เกี่ยวกับเรื่องที่พ่อมักจะใช้คำพูดที่ "ดูเหมือนจะไม่เคารพ" ต่อพระที่มีพรรษามาก ซ้ำยังเป็นพระสุปฏิปันโนเสียอีกด้วยนั้น พวกเราใช้หูคนฟังใช้ใจมนุษย์คิด ก็มักจะมีข้อข้องใจกันบ่อยๆ แต่ถ้าฟังให้ตลอดเรื่องถึงตอนจบ ก็จะพบเห็นว่า พ่อจะยกมือไหว้เป็นเชิงขอขมาพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อนโยนตบท้ายเสมอ

"อ้อ..ครับ...ครับ.. แล้วหลวงปู่จะเกิดอีกไหมครับ..."

"จาไปเกิดให้มันโง่อีกเร้อ..."
หลวงปู่ก็พูดไปชี้ๆ จิ้มๆ ไปเหมือนเดิมอีก

ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่มาคอยอยู่ แต่ว่าพ่อออกไปกิจนิมนต์นอกบ้านสายลมเป็นกรณีพิเศษ พ่อกลับมาก็พบหลวงปู่นั่งอยู่บนเก้าอี้เชิงประตูทางขึ้นที่พ่อพัก...
พ่อ หยุดยืน เอามือชี้หลวงปู่

" เอ้า...พระที่ไหนเล่านี่.."

หลวงปู่ก็เอามือชี้ไปที่พ่อ
"ก้อ ก้อ พระที่วัดท่าซุงนะเช้..."

พ่อมักจะหัวเราะเสียงดังชอบอกชอบใจ พวกเราก็ชอบมากๆ ด้วย มาถึงครั้งสำคัญของบ้านซอยสายลม คือ คราวที่พี่อ๋อยเสียชีวิตด้วยโรคประจำวิบากกรรมของท่าน คือโรคมะเร็งที่หน้าอก....... ศพของพี่อ๋อยตั้งอยู่ตรงห้องพรมเขียว (ตอนนี้เปลี่ยนสีหรือยังไม่ทราบเพราะผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ไปบ้านซอยสายลมมาหลายปีแล้ว) คือ ห้องที่ใช้ฝึกญาณ 8 ในปัจจุบัน (พ.ศ.2542) ตั้งโลงชิดผนังห้อง ด้านท้ายห้องมีม่านกั้นห้องน้ำไว้สวดพระอภิธรรมกันที่นี่ ต้อนรับแขกที่ห้องนี้แหละ

พวกเรารุ่นโน้น คือที่ไปซอยสายลมทันช่วงเวลาปี 2516 - 2522 คงจะจำความรู้สึกร่วมสมัยได้ว่า เราก็มั่นใจในพ่อ... พอใจพระนิพพาน ทำตามพ่อสอนเต็มใจอิ่มใจ แต่ไม่วายสงสัยว่า

"แล้วจะไป พระนิพพาน ได้จริงๆ หรือนี่.."
พี่อ๋อยก็เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ พอพี่อ๋อยตาย พ่อ ก็บอกว่า

"ท่านอ๋อยสบายแล้ว ไปนิพพานเสียแล้ว..."

พวกเรา (ก็ขออนุญาตเชิญท่านเจ้ากรมเสริม..พี่หนุ่ย..คุณหน่อย..คุณโหน่ง คุณหน่าและคุณหน่อง..ครอบครัวพี่อ๋อยเป็นต้นแถว ไม่รู้ว่าจะอนุญาตไหม) ทุกคนเชื่อพ่อ ยิ้มแย้มแจ่มใสที่พี่อ๋อยชนะแล้ว คงจะเป็นสุขกันแบบคนไม่สนใจในโลกไปชั่วขณะ จนญาติมิตรที่มากันในงานศพพากันบ่นว่า

"คุณเสริมนี่จะยังไงเสียแล้ว เมียตายไม่ทันเผาก็ยิ้มย่อง คงอยากมีเมียใหม่ซีนะ..."

แต่ทั้งๆ ที่เชื่ออย่างนี้แล้วก็แหม... อยากจะให้มัน... ให้มันยังไงก็นึกไม่ออก ก็พอดีหลวงปู่บุดดามาเยี่ยมศพพี่อ๋อย พ่อก็นั่งอยู่ด้วย "หลวงปู่พระมหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์" ก็นั่งอยู่พร้อม คนอื่นเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผู้เขียนน่ะตาลุกหูผึ่งเชียวละ อยากให้หลวงปู่บุดดายืนยัน นี่...สารภาพกันตรงๆ ไม่กลัวใครด่าแล้ว พ่อคงจะทราบถึงไข้ประจำสันดานของผู้เขียนและของใครๆ ด้วย ท่านเลยถาม หลวงปู่บุดดา ตรงๆ

"นี่หลวงปู่... คุณอ๋อยนี่ตอนมีชีวิตอยู่ท่านมีคุณต่อพระศาสนามาก ใจท่านก็รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ตอนตายแล้วนี่อ๋อยอยู่ที่ไหน..."

หลวงปู่ หันขวับมาทาง หลวงพ่อ ตาก็อย่างเดิมนั่นแหละ

จ้องเป๋งใสแป๋วเลย... แล้วชี้ไปบนอากาศพูดเสียงดังฟังชัด

"จาไปไหน... ก็เป็นพระอรหันต์ไปอยู่ในนิพพานนะเช้
ตัวใสแจ๋วเป็นแก้วอยู่นั่นน่ะไม่เห็นเร้อ..."

เฮกันเลย... ฮากันในงานศพต่อหน้าแขกเหรื่อนั่นแหละ

หน้ายังงี้ยิ้มระรื่นกันไปหมด
ลืมดูไปว่าตอนนั้นแขกเหรื่อที่ไม่ใช่ศิษย์พ่อเขาทำหน้าตากันยังไง
คติธรรมจากหลวงตา

คำว่าจิต ดวงนี้ มีลึกลับ

มันขยัน หลบหลีก และปีกหนา

จับไม่ได้ โทษนั้น จะมากมี

จับให้ดี แล้วจะมี คุณอนันต์

จับไม่ได้ อาจจะมี โทษมหันต์

จับให้ทัน จะพ้นทุกข์ มีสุขเอย

ขอเชิญทุกๆท่านร่วมสร้างกุฏิพระสงฆ์กับพระอริยะสงฆ์
กลับไปยังรายบอร์ด