กลับไปยังรายบอร์ด

ขออนุญาต อ.ฟ้าฯ... กรรมฐาน 3 ประเภท ในพระพุทธศาสนา ...



กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแยกเป็น 3 ประเภทคือ



1. ปริยัติ
2. ปฏิบัติ
3. ปฏิเวท

คนที่จะศึกษาจะต้องศึกษาให้ครบทั้ง 3องค์ประกอบ โดยเฉพาะบรรพชิต
การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานมีเคล็ดลับ 3อย่างคือ
1. เดินสายกลาง ไม่หย่อนเกินไปไม่ตึงเกินไป ให้เหมือนน้ำซึมบ่อทราย
2. ก่อนเจริญกรรมฐานต้องมีศีลบริสุทธิ์ หมายถึง ให้สมาทานศีลเสียก่อนปฏิบัติ
3. รู้จักกรรมฐานเฉพาะของจริตตัวเราที่เป็น(ข้อนี้ไม่ค่อยมีใครสอนหรือบอก)

ถ้าทำกรรมฐานไม่ถูกจริตแม้จะปฏิบัติมานานก็ไม่เกิดผล

จริต
หมายถึง จิตท่องเที่ยวไปตามเวลาของมัน ฟุ้งซ่านมั่ง คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้บ้าง


พระพุทธองค์ทรงวางหลักของการปฏิบัติเพื่อกำจัดจริตที่ไม่ดีไว้

จึงแยกแยะออกมาเป็นกรรมฐาน 40กอง ตามจริต
กรรมฐานเป็นคำประสมที่ประกอบไปด้วยคำว่า “กรรม” หมายถึง “การกระทำ”

และคำว่า “ฐาน” หมายถึง “ที่ตั้ง”ดังนั้น กรรมฐานจึงหมายถึง การกระทำอะไรที่เป็นที่ตั้ง

จริต แบ่งออกเป็น 6 อย่าง
1. ราคะจริต คือ รักสวยรักงามเป็นเหตุเช่น จะใส่เสื้อผ้าก็จะต้องซัก-รีดให้เรียบร้อย

กรรมฐานที่มาปราบราคะจริต คือ อาสุพะ 10อย่าง และกายานุสติ
การพิจารณาอาสุพะ คือ การเพ่งร่างกายซากศพที่เน่าเปื่อย

ถ้าเพ่งอาสุพะ 10 อย่างยังเอาราคะจริตไม่อยู่ให้เติมด้วย ...
... กายานุสติ บอกว่าร่างกายคนเรามีเพียง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
ถ้าขาดธาตุทั้ง 4 ร่างกายคนเราก็หมดลมหายใจ

2. โทสะจริต คือ เป็นคนอารมณ์โกรธเจ้าอารมณ์ ทำงานหยาบ

ต้องใช้กรรมฐานใน พรหมวิหาร 4 และวรรณะกสิน 4 อย่าง

3. โมหะจริต คือ พวกขี้หลงขี้ลืมหยุมหยิม เสียดายข้าวของ

แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย ต้องแก้ด้วย อาณาปานุสติ

4. วิตกจริต คือ คิดวิตกกังวลทุกอย่างให้ใช้ อาณาปานสติเป็นตัวแก้ ซึ่งก็คือ ...

... การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก นั่นเอง

5. ศรัทธาจริต คือ เชื่อง่ายไม่มีเหตุ-ผล งมงาย สิ่งที่จะช่วยได้กับพวกศรัทธาจริต คือ

อนุสติ 6 อย่าง ให้นึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
สิ่งที่เราทำความดี จาคะของที่เสียสละไป

6. พุทธะจริต คือ ฉลาด หลงตัวเองมากหลงดีในตัวเองเยอะ สิ่งที่ช่วยแก้ไขได้คือ
6.1 มรณานุสติ คือ ให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
6.2 อหาเรปฏิวัติภูมิ คือให้นึกถึงอาหารที่กินเข้าไป ว่าก่อนกิน-หลังกิน เป็นสภาพอย่างไร
6.3 จาตุธาตุทั้ง 4 คือ ให้นึกตามจริงว่าร่างกายมีส่วนประกอบเพียงธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ





... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...


การที่คนหลงตัวเองให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ เป็นการป้องกัน ... ความหลงดีในตัวเองตามลำดับขั้นของสมาธิ ...

ลำดับขั้นของสมาธิ
1. อาตาปี คือ มีความเพียรจริงมีความพยายามอย่างสูง
2. สัมปะชาโน คือมีสติสัมปะชัญญะรู้ตัวตลอดเวลา ว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดและรู้สึกอย่างไรอยู่
3. สติมา คือ มีสติไม่เผลอ ไม่หลับไม่ง่วง พยายามคุมสติ เอาใจใส่ไว้กับอารมณ์กรรมฐานนั้นๆ


เมื่อทำอย่างนี้ได้จิตใจจะเป็นสมาธิตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

1. ขณิกสมาธิ คือ จิตจะสงบนิ่งแค่ 1นาที หรือกว่านั้นเล็กน้อย แล้ว ...
จะมีความคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นาๆเมื่อเรารู้สึกตัวว่าได้สติให้รีบดึงกลับมาอยู่กับอารมณ์ของกรรมฐานที่เราทำอยู่


2. อุปจารสมาธิ คือจิตสงบนิ่งอยู่นานกว่าขณิกสมาธิ อาจยาวถึง 5 นาที ถึง 10นาที หรือ กว่า 1 ชั่วโมง


3. อัปปนาสมาธิ คือจิตที่สงบนิ่งตามความต้องการ ซึ่งสมาธิระดับนี้จะเข้าสู่สภาวะเป็นญาณ
เรียกได้ว่าเฉียดญาณ 1 หรือ ปฐมญาณ

อย่างไรก็ตามการฝึกสมาธิลักษณะนี้เรียกว่า เป็นการฝึกแบบ “ไม่ฝึกตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค”



วิสุทธิมรรค หมายถึง หนทางที่ประเสริฐที่สุดในการฝึกตามคำภีร์วิสุทธิมรรคนั้น
จะต้องได้ถึงระดับญาณ คือ ญาณ 1-4  กล่าวได้ว่า ระดับสมาธิทั้ง 3 ระดับนี้ยังไม่ถึงระดับวิสุทธิมรรค นั่นเอง

วิธีฝึกสมาธิตามคำภีร์วิสุทธิมรรค
1. ตัดปริโก คือ ตัดความกังวลใจ
2. มีกัลยาณมิตรที่ดี
3.รับเอากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งมาใส่ในอารมณ์



... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...


เทคนิคการเข้าถึงญาณ4 ได้ไวให้วางจิตละนิวรณ์ 5 อย่างก่อนทำสมาธิ คือ ...

ให้เอาจิตไปไคร่ครวญนิวรณ์ให้หมดก่อน
นิวรณ์ หมายถึงตัวขัดขวางความดี ประกอบด้วย

1. กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อันเป็นวิสัยของกามารมณ์
2. ความพยาบาท  การผูกโกรธ มีความอาฆาตพยาบาท
3. ถีนมิทธะ  ความง่วงเหงาหาวนอน
4. อุทธ้จจกุกกุจจะ  ความคิดฟุ้งซ่าน
5. วิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลจริงตามที่คิดหรือไม่

หากละนิวรณ์ได้จะดิ่งเข้าสู่ ญาณ 4ได้ไว

หากผ่านอัปปณาสมาธิไปแล้วจะเข้าสู่ภาวะของอารมณ์ที่เป็นญาณซึ่งต้องนั่งอย่างต่อเนื่อง


... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...


ญาณ
หมายถึงการเพ่ง หรือ การเอาจิตจดจอไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ญาณนี้บางคัมภีร์เรียกว่า ...

... สมาบัติ ซึ่ง สมาบัติ 8 หมายถึง ...
หนทางวิธีการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ญาณจะแบ่งออกเป็น อรูปญาณ และ รูปญาณ
ระดับขององค์ญาณ

ญาณที่ 1 (ปฐมญาณ)จะมีอาการเชื่อมต่ออารมณ์ ดังนี้

1.1. วิตก คือมีการใคร่ครวญนึกถึงคำภาวนาอยู่ตลอด
นกรณีที่ใช้คำสวดภาวนาตามลมหายใจเข้า-ออกเช่น พุทธ-โธ
1.2. วิจารณ์ คือมีการใคร่ครวญถึงคำภาวนาไม่ให้หลุดหายไป
1.3. ปีติ คือ ความปลาบปลื้มใจเบิกบานไม่อิ่ม ไม่เบื่อ ในการภาวนา (ปีติ มี 5 อย่าง)
1.4. สุข คือ สุขใจแล้วเวทนาต่างๆจะไม่มี
1.5. เอกัคคตา คือ มีจิตเป็นหนึ่งอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง และคำภาวนาจะหายไป

อาการปีติมี 5 อย่าง
1. ขณิกาปีติ คือ มีปีติเล็กน้อย
2. ขุทกาปีติ คือ มีอาการน้ำตาไหลหรือ ขนลุก
3. โอกกันติกาปีติ คือ มีอาการตัวโยกโคลง เอียง
4. อุเพ็งคาปีติ คือ มีอาการตัวลอยเหมือนอยู่บนที่สูง
5. ผลนาปีติ คือ มีอาการตัวพองขยายใหญ่ขึ้น

ญาณที่ 2 (ทุติยญาณ) มี 3 อารมณ์
1. ปีติ
2. สุข
3. เอกัคคตา

ญาณที่ 3 (ตติยญาณ) มี 2 อารมณ์
1. สุข
2. เอกัคคตา


ญาณที่ 4 (จตุถญาณ) มี 2 อารมณ์
1. อุเบกขา – การปล่อยวางไม่รับรู้ ไม่คิด วางเฉยอยู่ในอารมณ์

2. เอกัคคตา

ในที่นี้ ญาณ 1-4 เรียกว่า รูปญาณ


... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...


อรูปญาณ
คือญาณที่ไม่มีรูป (อริยบุคคลที่จะบรรลุมรรคผลแล้ว = อรหันต์) ประกอบด้วย ...

1. อากาสานัญจายะตนะ คือ พิจารณาถึงความว่างเป็นอารมณ์

ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีใครเหมือนเป็นอากาศธาตุ
2. วิญญานัญจายะตนะ คือ พิจารณาว่าไม่มีความรับรู้ต่างๆ ใดๆ ไม่รู้สุข-ทุกข์
3. อากิญจัญยายะตนะ คือ พิจารณาถึงอากาศธาตุเป็นอารมณ์
4. เนวสัญญานาสัญญา คือ ไม่จำมโนสัญญาอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่บนโลกนี้ แม้แต่ตัวเรา

การปฏิบัติมี 2 อย่าง คือ สมถะ กับ วิปัสสนา

สมถะ
คือ การทำให้จิตเป็นสมาธิมากหรือน้อย โดยมีคำภาวนาเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ


วิปัสสนา
คือ การนำเอากำลังของสมาธิมาเป็นฐานในการพิจารณาหลักธรรมหรือข้อธรรมต่าง ๆ เพื่อให้รู้แจ้ง เห็นจริง ในสภาวะธรรมต่าง ๆ ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น
“ ปัญญาญาณ ” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน


... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...


วิปัสสนา คือ การพิจารณาสติในหลักธรรม เพื่อให้เกิดความรู้ในสภาวะธรรมทั้งหลาย ได้ด้วยความเป็นจริง

กรรมฐาน 40 กอง คือ การปฏิบัติสมาธิ 40 อย่าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ...


1. กสิน มี 10 อย่างคือ วัตถุภายนอกที่ใช้ทำให้เกิดสมาธิ
เป็นแนวทางไปสู่อภิญญา กสินแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม

1.1 ภูตกสิน คือ การเพ่งธาตุดิน-น้ำ-ลม-ไฟ (4) เพื่อการแสดงฤทธิ์ เช่น ดำดิน ดับไฟ
1.2 วรรณกสิน คือ การเพ่งสีเขียว-เหลือง-แดง-ขาว (4) เช่น ...

การเสกวัตถุให้เปลี่ยนสีกสินชั้นนี้ยังไม่ละเอียด
1.3 อาโรโก คือ การเพ่งแสงสว่างเพ่งอากาศ (2)

เป็นแนวทางการฝึกตาทิพย์โดยตรงการฝึกเพ่งสีขาว เพ่งแสงสว่าง
สมัยนี้ประยุกต์ใช้การเพ่งลูกแล้วแทน หรือกำหนดเพ่งแผ่นวงกลมสีขาว และ ...
กำหนดให้เห็นภาพที่แท้จริง เมื่อภาพสีขาวเลือนหายไปจะเริ่มเห็นภาพที่แท้จริง

2. อสุภะ 10 อย่าง คือ สภาพซากศพในสภาวะต่างๆ กัน

3. อนุสติ 10 อย่าง คือ อารมณ์ที่ดีที่ควรระลึกอยู่เสมอ เอาไว้แก้พวก ...

เชื่อง่าย ศรัทธาง่าย งมงาย ไม่มีเหตุผล ประกอบด้วย
3.1 พุทธานุสติ คือ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
3.2 ธรรมานุสติ คือ ระลึกถึงคุณแห่งพระธรรม
3.3 สังฆานุสติ คือ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
3.4 ศีลานุสติ คือ ระลึกถึงคุณแห่งศีล
3.5 จาคานุสติ คือ ระลึกถึงคุณแห่งทาน
3.6 เทวตานุสติ คือ ระลึกนึกถึงคุณความดีของเหล่าเทพและเทวดา
3.7 มรณานุสติ คือ ระลึกนึกถึงความตายเพื่อความไม่ประมาท
3.8 กายคตาสติ คือ ระลึกนึกถึงร่างกายที่มีแต่ความเสื่อม หาความเที่ยงแท้ไม่ได้
3.9 อานาปาณสติ คือ การใช้สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก
3.10 อุปสมานุสติ คือ ระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบคือนิพพาน อันเป็นที่หายร้อน ดับกิเลส และไร้ทุกข์


4. อัปปมันยา 4 อย่าง คือ ธรรมที่นำไปเผยแผ่ในหมู่สัตว์มนุษย์โดยทั่วถึงกัน คือ ...

พรหมวิหาร 4 นั่นเองคือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา

5. อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือพิจารณาอาหารที่กินเข้าไป เอาไว้แก้คนที่ยุ่งยากับการกิน


6. จตุธาตุวตะถาน คือพิจารณาร่างกายว่าร่างกายเราเป็นแค่ธาตุทั้ง 4 มารวมตัวกันเท่านั้น
เอาไว้แก้การยึดถือตัวตนของเรา ธาตุทั้ง 4 ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวของเราคือ


ผิวหนัง => ธาตุดิน
ของเหลว => ธาตุน้ำ
ลมหายใจ => ธาตุลม
อุณหภูมิ => ธาตุไฟ

อรูป 4 คือ อรูปญาณ นั่นเอง ใช้เฉพาะกับคนที่ได้ญาณ 4 แล้ว คือ การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น

สำหรับการพิจารณาอารมณ์ให้พิจารณาว่าตรงกับจริตไหนในกรรมฐาน 6 กองใหญ่ (40 กองเล็ก)

เพื่อพ้นจากนิวรณ์ได้แล้วจะมีมารเข้ามากวนอารมณ์สมาธิมารมี 5 ประเภท ประกอบด้วย
1. ขันธมาร คือ อาการปวดตามร่างกาย
2. อภิสังขารมาร คือสังขารคือความคิดปรุงแต่ง จะมีหลายสิบเรื่องเข้ามาพร้อมกัน
3. สังขารมาร คืออารมณ์ความคิดที่ใคร่ครวญเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่...

กวนใจอยู่เป็นเวลานาน(เกิดขึ้นหลังจากอภิสังขารมาร)
4. เทวปุตมาร คือ เห็นเทวดามาบอก(หลอก) ว่าเห็นมรรคผลแล้ว
5. มัจจุราชมาร คือ ทำให้เกิดความตายเช่น คนที่ไม่เคยทำความดี

พอเริ่มทำความดีความตายก็มาเยือนเสียแล้ว



... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...
กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแยกเป็น 3 ประเภทคือ



1. ปริยัติ ...
แสงบารมีธรรม โพสต์เมื่อ 31-7-2012 08:25



      เรียก ลำดับ ไม่ตรงแล้ว นะ ลุง

ปริยัติ    เรียน
ปฏิบัติ   ทำ
ปฏิเวท  รู้
เรียก ลำดับ ไม่ตรงแล้ว นะ ลุง

ปริยัติ    เรี ...
ปัญญาอ่อน โพสต์เมื่อ 31-7-2012 08:47


จร้า ขอบคุณจร้า
แหม ... ก็ต้องมีกันบ้างดิ ลุง


ก้เค้ายังไม่หายเบลอ นี่นาาาาาา
ขอบคุณมากๆอีกครั้งครับ  ลุงอ่อน ...

... ความหวั่นไหว คือ ความอ่อนแอ ...
จร้า ขอบคุณจร้า
แหม ... ก็ต้องมีกันบ้างดิ ลุง


...
แสงบารมีธรรม โพสต์เมื่อ 31-7-2012 08:51



      มา มา จูน ให้   


  หลวงปู่ทวด 500 หลวงปู่ ทวด 500  
อนุโมทนาสาธุครับ
ธรรมดี
สาธุ
annkung
หายไปตั้งนานกลับมาเด่งเหมือนเดิม สวดยอดครับท่านเอ สาธุ
กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแยกเป็น 3 ประเภทคือ



1. ปริยัติ ...
แสงบารมีธรรม โพสต์เมื่อ 31-7-2012 08:25

ขออนุโมทนา สาธุ สาธุ  
โดนใจก็ตรง ข้อ3นี้แหละ
คนที่จะศึกษาจะต้องศึกษาให้ครบทั้ง 3องค์ประกอบ โดยเฉพาะบรรพชิต
การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานมีเคล็ดลับ 3อย่างคือ
1. เดินสายกลาง ไม่หย่อนเกินไปไม่ตึงเกินไป ให้เหมือนน้ำซึมบ่อทราย
2. ก่อนเจริญกรรมฐานต้องมีศีลบริสุทธิ์ หมายถึง ให้สมาทานศีลเสียก่อนปฏิบัติ
3. รู้จักกรรมฐานเฉพาะของจริตตัวเราที่เป็น(ข้อนี้ไม่ค่อยมีใครสอนหรือบอก)
ถ้าทำกรรมฐานไม่ถูกจริตแม้จะปฏิบัติมานานก็ไม่เกิดผล


ผมเองเวลาฝึกเดี๋ยวก็กำหนดสมาธิที่ลมหายใจ บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นกำหนดที่หน้าผาก บางครั้งก็ที่เหนือท้ายทอยหลังศรีษะ บางครั้งก็เบื่อๆก็ไม่กำหนดที่อะไรเลย ฝึกไปฝึกมาผลก็คือถอยหลังลงคลอง...T_T
กลับไปยังรายบอร์ด