rjarn โพสต์เมื่อ 14-7-2011 08:11:54

ณ ดินแดนโบราณถ้ำรูปลับแลนครอันศักดิ์สิทธิ์กลางป่าลึก (ขอให้ตั้งใจ...!)

การขอบวชพระ, บวชเณร, บวชชี, บวชเนกขัมมะ

วันบวช-วันสึก
สอบถามเจ้าอาวาส หลวงพ่อจีราวัฒน์

วัดถ้ำรูปลับแลนคร (วัดใหม่เจริญธรรม) ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


คุณสมบัติผู้เข้าอุปสมบท
1.    เป็นชายแท้อายุ  60 – 80  ปี หรือมีร่างกายแข็งแรง
2.    จบการศึกษา ประถมศึกษาปีที่  4  ขึ้นไป หรือสามารถอ่านออกเขียนได้
3.    สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อ โรคจิตประสาท หรือโรคประจำตัวร้ายแรงอื่นๆและไม่ติดยาเสพติด
4.    ร่างกายไม่พิการ เช่น ตาบอด หูหนวก แขนขาขาด เป็นต้น
5.    ไม่มีรอยสักขนาดใหญ่ หรือสักเป็นรูปไม่เหมาะสม อยู่นอกร่มผ้าเมื่อครองจีวร
6.    มีคุณสมบัติอื่นๆ ของผู้บวชตามกฎมหาเถรสมาคม

หลักฐานการสมัคร
1. รูปถ่าย 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว ไม่สวมหมวก ไม่ใส่แว่นดำ ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน  1 ใบ
2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ชุด
3.สำเนาหลักฐานการศึกษา จำนวน 1 ชุด
4. ใบรับรองแพทย์และใบระบุผลการตรวจเลือด


สถานที่บรรพชาอุปสมบท

วัดถ้ำรูปลับแลนคร (วัดใหม่เจริญธรรม) ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี





รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อแม่ชีวัชรี โทร. 089-2135422, 081-1979177 (ช่วงเวลา 06.00น.- 21.00น.)

วัดถ้ำรูปลับแลนคร (วัดใหม่เจริญธรรม) ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี



********************************************

ไมจร้า โพสต์เมื่อ 14-7-2011 09:34:57

สสาธุ

OuOu โพสต์เมื่อ 14-7-2011 09:42:47

โมทนาสาธุบุญด้วยค่ะ

unforgiven โพสต์เมื่อ 14-7-2011 11:38:58

สาธุ

Portia โพสต์เมื่อ 14-7-2011 18:57:47

อนุโมทนา สาธุ ครับผม

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:18:17

หลวงปู่คำคะนิง จุลละมณี เป็นชาวคำม่วน แขวงคำม่วน ประเทศลาว แรกเริ่มเดิมทีก่อนจะเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์นั้น มีครอบครัวลูกเมียเป็นฝั่งเป็นฝามาก่อน

แต่พออายุได้ 30 ปีก็เบื่อหน่ายชีวิตครองเรือน จึงอำลาลูกเมียออกบวชเป็นฤๅษีดาบส ท่องเที่ยวธุดงค์ไปในป่าเขาลำเนาไพร เป็นเวลานานถึง 15 ปี ไม่เคยเข้าอยู่หมู่บ้านเลย อยู่แต่ในป่าเป็นวัตร ถือสัจจะเคร่งในศีลฤๅษีโยคี ฝึกตนอย่างเคร่งเครียดละเว้นความชั่วทุกประการ

7 วันขบฉันอาหารครั้งหนึ่ง 15 วันขบฉันอาหารครั้งหนึ่ง เป็นการบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า เพื่อพิสูจน์กำลังใจและความทรหดอดทนของตนว่า มีความกลัวตายไหม ? อาลัยใยดีในสังขารร่างกายขนาดไหน ?

จากการปฏิบัติตนแบบฤๅษีชีไพรอย่างยิ่งยวดนี้เอง ทำให้ท่านพบกับความศานติสงบกายสงบจิตอย่างล้ำลึก มีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้ในองค์ฌานสมาธิ เป็นพระฤๅษีผู้แก่กล้าฌานสมาบัติ สามารถเข้าฌานได้นานวัน โดยไม่อ่อนเพลีย ไม่หิวโหย

ร่างกายกระชุ่มกระชวยแข็งแรงเป็นปกติ สามารถเดินธุดงค์ขึ้นเขาลงห้วยได้เหมือนคนหนุ่มฉกรรจ์ เพียงแต่ว่าร่างกายไม่อ้วน ร่างกายผอมเกร็ง แข้งขามือกำได้รอบ แต่ทว่าแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ ไปไหนมาไหนในป่าในถ้ำ สัตว์ป่าก็เป็นมิตรไม่กล้ามาทำอันตราย ด้วยอำนาจเมตตาที่แผ่ออกมาจากฌานสมาธิ

อยู่แต่ในป่าในถ้ำนับร้อยนับพันถ้ำในภูเขาแดนลาว เสวยสุขในฌานจนเบื่อหน่าย เห็นว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้นทุกข์ ไปสู่มรรค ผลนิพพาน หลวงปูคำคะนิงจึงได้ลาเพศฤๅษีดาบสเข้าสู่พระพุทธศาสนาอุปสมบทเป็นพระภิกษุเพื่อปฏิบัติธรรมสูงทางพ้นทุกข์อันถูกต้องร่องรอย

เมื่อบวชเป็นพระแล้วก็ยังถือมั่นอยู่ในสัจจอธิษฐานคืออยู่ในป่าในถ้ำเป็นวัตร ไม่ยอมเข้าอยู่หมู่บ้านหรือสำนักสงฆ์และวัดวาอารามใด ๆ เป็นเด็ดขาด มุ่งถือ “พระธรรม” คือการปฏิบัติทางจิตเพื่อความหลุดพ้นเป็นใหญ่ ได้ธุดงค์ไปจำพรรษาตามถ้ำตามทิวเทือกเขาต่าง ๆ ….



--------------------------------------------------------------------------------



ถ้ำมืดชาวบังบด

หลวงปู่คำคะนิงได้ทราบจากคำเล่าลือของชาวบ้านและพระธุดงค์ว่า ณ ที่ถ้ำมืดใกล้กับภูปัง ฝั่งไทยเขตโขงเจียม อยู่เลยอำเภอบ้านด่านขึ้นไปทางเหนือนั้น เป็นถ้ำ “เมืองลับแล” หรือที่ชาวบ้านเรียก “ชาวบังบด”

“ถ้ำมืด” นี้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์มี เหล็กไหล ชาวเมืองลับแลหวงแหนมาก แต่วันดีคืนดี ใครมีวาสนาหลงเข้าไปในถ้ำเมืองลับแลที่ว่านี้ จะได้รับแก้วแหวนเงินทองจากชาวลับแล หรือไม่ก็ได้พระทองคำมาบูชา

ลึกลงไปใน “ถ้ำมืด” เป็นนครเร้นลับใต้พิภพ คือเมืองบาดาลของพญานาค อยู่ใต้แม่น้ำโขง เป็นเมืองใหญ่โตมโหฬาร ถ้าเข้าไปจากถ้ำฝั่งไทยจะลอดไปใต้แม่น้ำโขง เป็นอุโมงค์กว้างใหญ่และมีทางแยกไปสลับซับซ้อนคล้ายรวงผึ้ง สามารถจะทะลุขึ้นฝั่งโขงด้านประเทศลาว

อุโมงค์บางสายทะลุไปออกแก่งลี่ผีสีทันดร ระยะทางนับร้อยกิโลเมตร อุโมงค์บางสายซึ่งเป็นเมืองบาดาลนี้ไปทะลุออกเมืองแกวเมืองญวน ซึ่งพระธุดงค์หลายรูปได้นั่งทางในตรวจสอบด้วยกระแสญาณแล้ว เห็นตรงกันว่าเป็นความจริง

ได้มีชาวบ้านพวกแสวงหาทรัพย์สินโบราณสมบัติปู่โสมหลายคณะ ได้เข้าไปค้นหาสมบัติในถ้ำมืดนี้ ปรากฏว่า เป็นถ้ำกว้างใหญ่ลักษณะถ้ำตัน ไม่มีอุโมงค์สลับซับซ้อน ไม่มีเมืองพญานาคไม่มีเหล็กไหล ไม่มีทรัพย์สมบัติโบราณแต่อย่างใดเลย

พวกคนโลภโมโทสันทั้งหลายต่างผิดหวังพากันด่าว่านินทาพระสงฆ์องค์เจ้าหาว่าโกหกหลอกลวงนั่งหลับตาพยากรณ์ส่งเดชอวดอุตริมนุสธรรม ด่าว่านินทาพระสงฆ์องค์เจ้า ผลกรรมทันตาเห็น ปรากฏว่าพวกค้นหาสมบัติในถ้ำ พากันหาทางออกจากถ้ำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จุดคบไฟสว่าง พวกเดียวกันแท้ ๆ ก็มองไม่เห็นกันต่างหลงทางเดินร้องตะโกนเรียกหากันโหวกเหวกอยู่ 15 วัน อดข้าว อดน้ำแทบตาย จนต้องดื่มน้ำปัสสาวะตัวเองแทนน้ำ พอวันที่ 16จึงหาทางออกจากถ้ำได้ นับเป็นเรื่องเร้นลับอาถรรพณ์ น่าพิศวง



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:20:22

ค้นหาด้วยฌาน

มีอยู่วันหนึ่ง พระอาจารย์คำดี พาชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาจากศีรสะเกษ โดยตั้งใจจะไปถ้ำมืดนั้นเพื่อหาเหล็กไหล พระพุทธรูปมาบูชา ถ้าจะไปเพียงลำพัง ก็กลัวอันตราย จำพากันมาหาหลวงปู่คำคะนิง เพื่อนิมนต์ให้ไปคุ้มครองอันตราย
หลวงปู่คำคะนิงอยากจะพิสูจน์ความจริงเรื่อง “ถ้ำมืด” นี้ให้กระจ่างออกมา จึงรับนิมนต์ชาวบ้านว่าจะไปด้วย  จากนั้น จึงเดินทางไปยังถ้ำมืดพร้อมกับคณะของอาจารย์คำดี

เมื่อเข้าไปในถ้ำได้พบว่า เป็นถ้ำกว้างใหญ่มาก ถ้าติดฟืนไฟให้สว่างขึ้นในถ้ำมืดนั้นสามารถจะใช้เป็นห้องประชุมผู้คนได้เป็นหมื่น ๆ คนทีเดียว

ในถ้ำมีค้างคาวอาศัยอยู่มาก มีลำธารไหลลอดใต้ภูเขาอยู่ในถ้ำ มีบาตรโบราณเก่า ๆ บรรจุพระเครื่องหักชำรุดและผ้าไตรผุเปื่อยซุกอยู่ซอกถ้ำแห่งหนึ่ง แสดงว่ามีคนเข้ามาบูชาเอาพระเครื่องไปหรือแก้บนผีสางเทวดา

หลวงปู่คำคะนิงได้ออกเดินสำรวจดูถ้ำมืด ใช้คบไฟจุดให้แสงสว่าง สำรวจตรวจดูทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็ไม่พบว่ามีช่องทางจะทะลุเข้าไปข้างในได้อีกเลย มันเป็นถ้ำตันขนาดใหญ่ คล้ายห้องโถงที่มีทางเข้าและออกทางเดียวเท่านั้น

เมื่อหาทางเข้าไปพบ คณะของอาจารย์คำดี เข้าใจว่า คงเป็นเพราะผีบังไว้ หรือเจ้าของเขาไม่เปิดทางให้ จึงตกลงกันทำพิธีบวงสรวงเพื่อขอต่อเจ้าที่ ทุกคน นั่งล้อมวงกัน และนั่งสมาธิ

ส่วนหลวงปู่คำคะนิง ได้ปลีกตัวออกมาลำพัง และนั่งสมาธิ เพื่อตรวจดูด้วยตาทิพย์

เมื่อหลวงปู่คำคะนิงนั่งเข้าฌานตรวจสอบด้วยทางใน เห็นนิมิตปรากฏสว่างจ้าขึ้นตรงมุมถ้ำด้านหนึ่ง มองเข้าไปตรงผนังถ้ำเห็นใสกระจ่างคล้ายผนังถ้ำทำด้วยแผ่นกระจก ในผนังถ้ำนั้นมีบ่อน้ำหิน ในบ่อน้ำนี้มีหินก้อนหนึ่งแช่อยู่รูปร่างคล้ายจระเข้ เสียงในนิมิตบอกว่า ให้ข้ามหรือลอดใต้ท้องจระเข้หินนี้เข้าไป แล้วจะพบประตูลับแลเข้าสู่ถ้ำชั้นใน

เมื่อทราบแล้วดังนั้น หลวงปู่คำคะนิงจึงได้ออกจากสมาธิแล้วออกเดินสำรวจถ้ำมืดอีกครั้ง โดยตรงไปที่ผนังถ้ำที่ปรากฏเห็นในนิมิตก็พบด้วยความประหลาดใจว่า มีหินย้อยลงมาคล้ายหลืบฉากเล็ก ๆ ซึ่งตอนแรกเดินตรวจดูอย่างละเอียดแล้วไม่ได้พบหินย้อยตรงนี้ ดูคล้ายตาเซ่อไปเองหรือไม่ก็มีอะไรบังตาไว้ยังงั้นแหละ

หลวงปู่คำคะนิงจึงนั่งยอง ๆ ลงชะโงกเข้าไปดูในซอกหลืบหินย้อยนี้ก็พบว่า เป็นซอกมุมทำเลพิกล มีรูดำมืดเข้าไป เป็นรูขนาดคนธรรมดามุดคลานเข้าไปได้ทีละคน แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะเป็นรู้ตันหรือข้างในเป็นเหวลึกยังไม่รู้ อาจเป็นรูเข้าสู่ที่อยู่อาศัยของงูเหลือมยักษ์ก็เป็นได้

จากนั้น หลวงปู่คำคะนิง จึงเดินมาหาคณะของพระอาจารย์คำดี บอกว่าพบทางเข้าถ้ำแล้ว มา จะพาไปดู... ทุกคนตามไปดู เมื่อเห็นทางเข้า ไปรูเล็กๆ ที่ต้องมุดเข้าไปทีละคน.. ด้วยความกลัว สุดท้าย ไม่มีใครกล้าเข้าไปในถ้ำ เพราะหลายคนเมื่อนั่งสมาธิ เห็นนิมิตงูใหญ่ เลื้อยอยู่ในถ้ำ... หลวงปู่คำคะนิง จึงเข้าไปคนเดียว และบอกให้ทุกคน ถอยห่างออกจากปากถ้ำไปไกลๆ เผื่อมีอะไรอันตรายไม่คาดคิด จะได้ปลอดภัย

คณะของพระอาจารย์คำดี จึงได้แต่ถอยออกไปรออยู่ด้านนอก



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:21:22

มีอีหยังขอเบิ่งแหน่

หลวงปู่คำคะนิง กำหนดจิตอธิษฐานว่า

“สาธุ นโม อันว่านมัสการแด่พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ อันเป็นสรณะที่พึ่งประเสริฐสูงสุด อาตมาภาพจักขออนุญาตเข้าไปในถ้ำสถานอันลึกลับแห่งนี้ ขอปวงเทพเจ้าทั้งหลาย อันมีเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าถ้ำ ตลอดจนยักษ์ คนธรรพ์ และพญานาคทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ ณ ถ้ำสถานแห่งนี้ จงได้รับทราบและเปิดทางสะดวกให้แก่อาตมาภาพด้วยเถิด อาตมาภาพอยากจะขอเข้าไปดูชมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นวาสนาบุญหูบุญตาม ถ้าหากมีจริงก็ขอให้ได้ดูชมสมใจ มิได้มีเจตนาโลภโมโทสันอยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือทรัพย์สมบัติของพวกท่านแต่ประการใดเลย”

เมื่ออธิษฐานจบแล้ว หลวงปู่คำคะนิงก็จุดเทียนเล่มใหญ่ที่เตรียมมาในย่ามหลายห่อ แล้วมุดคลานเข้าไปในรูดำมืดนั้น เข้าไปลึกประมาณสองร้อยวาก็ทะลุออก คูหาถ้ำข้างในเป็นถ้ำกว้างประมาณห้าวา เพดานสูง มีหินย้อยจากเพดานและผนังถ้ำสีขาวหม่น ๆ งดงาม บ้างเป็นพู่พวงห้อยลงมาคล้ายม่านหรือโคมระย้า พื้นถ้ำเป็นตระพักซ้อนขึ้นไปมีขั้นบันไดธรรมชาติ

บนตระพักนั้นเป็นแอ่งน้ำใสแจ๋วปานกระจก มีหินรูปร่างคล้ายจระเข้แช่ขวางอยู่ในแอ่งน้ำพอปริ่มๆ ถัดลึกเข้าไปมองเห็นปากอุโมงค์ดำมืดพอที่จะคลานมุดเข้าไปได้ ซึ่งตรงกับนิมิตในสมาธิทุกประการ

หลวงปู่คำคะนิงจึงเดินลุยลงไปในแอ่งน้ำนั้นซึ่งลึกแค่เอว พอไปถึงจระเข้หิน พอจะปีนป่ายขึ้นหลังมันเพื่อจะข้ามไป แต่เป็นที่น่าประหลาดว่า จระเข้หินนั้นเคลื่อนไหวได้ มันยกตัวลอยสูงขึ้นเหนือน้ำปิดทากอุโมงค์ไว้ เอ๊ะ...นี่มันยังไงกัน ? หลวงปู่คำคะนิงแปลกใจ จึงลองเอาเท้าแหย่เข้าไปใต้ท้องจระเข้หินดู ทำท่าคล้ายจะมุดลอดใต้ท้องมันไป

แปลกอีกแล้ว จระเข้หินก็จมตัวลงในน้ำ ไม่ยอมให้มุดลอดไปอีก นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว ต้องเป็นสิ่งลึกลับอาถรรพณ์คอยพิทักษ์รักษาปากถ้ำไว้เป็นแม่นมั่น

ท่านจึงกำหนดจิตอธิษฐานขึ้นดัง ๆ ว่า

“โอ๊ย...ผู้ข้า... ขอเข้าไปเบิ่งบูชาหูบูชาตาดอก ถ้ามีอีหยังขอเบิ่งแหน่ บ่มีเจตนาอย่างอื่นใดดอก”

เป็นภาษาไทยอีสานมีความหมายว่า ตัวข้าหรือกระผม ขอเข้าไปดู เพื่อบูชาหูบูชาตา ถ้ามีอะไรขอดูหน่อย ไม่มีเจตนาอย่างอื่นใดหรอก

ทันทีที่อธิษฐานจบลง จระเข้หินจมตัววูบลงไปกบดานอยู่ใต้น้ำราวมีชีวิต อนุญาตให้หลวงปู่คำคะนิง ลุยน้ำข้ามหลังมันไปโดยสะดวก จากนั้นก็คลานมุดเข้าไปในปากอุโมงค์ดำมืดนั้น

อุโมงค์ลาดต่ำลึกลงไปยาวประมาณสามสิบวา ก็ทะลุถึงอีกคูหาถ้ำ เป็นถ้ำกว้างพอสมควรเพดานสูงโค้ง มีหินย้อยใหญ่น้อยทั้งยาวและสั้น สีต่าง ๆ เช่น น้ำตาลอ่อน ขาวนวล แดงและเหลืองรูปร่างแปลก ๆ คล้ายจีบม่านแพรเป็นริ้ว ๆ ก็มี คล้ายสายน้ำตกก็มี สลับซับซ้อนคล้ายตำหนักที่เทพเจ้าสร้างไว้ เมื่อกระทบแสงไฟเทียนจะเกิดประกายระยิบระยับ ดุจโรยด้วยกากเพชร สวยงามวิจิตรพิสดารมาก



--------------------------------------------------------------------------------


พุทโธคุ้มหัว

ตรงกลางถ้ำมีสิ่งมีชีวิตร่างหนึ่งตระหง่านอยู่ ทำให้หลวงปู่คำคะนิงต้องตะลึงจังงัง

สิ่งมีชีวิตนั้นคือพญางูตัวหนึ่งใหญ่เท่าต้นตาล ดำมะเมื่อมเลื่อมพราย ชูคอขึ้นสูงท่วมหัว นัยน์ตาเขียวเปล่งประกายเจิดจ้าคล้ายแสงมรกต จ้องมองมายังหลวงปู่คำคะนิงอย่างน่าสะพรึงกลัว เป็นพญางูที่ไม่มีหงอน

หลวงปู่คำคะนิงเล่าถึงตอนนี้ว่า ท่านไม่รู้สึกหวาดกลัวมัน แต่ขนลุกซู่ซ่าไปหมด จะกลัวไม่ได้ ถ้านึกกลัวจะเป็นอันตราย ต้องกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกภาวนา “พุทโธ ๆ ๆ ” ไว้ในใจเรื่อย ๆ

“ท่องพุทโธตัวเดียวนี้แหละคุ้มครองได้หมด พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมลงอยู่ที่พุทโธตัวเดียวนี้แหละ พุทโธตัวเดียวเป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในสากลโลกนี้ จำไว้ให้ดี คาถาของหลวงปู่มีพุทโธตัวเดียว ใช้ได้ทุกอย่างแล้วแต่จะอธิษฐานเอา ”

เมื่อกำหนดจิตกาวนาพุทโธ ๆ ๆ แล้ว หลวงปู่คำคะนิงได้พูดขึ้นกับพญางูดัง ๆ ว่า “อาตมาภาพถือสัจจะที่เข้ามานี้ มาขอดูชมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองของท่าน ถ้ามีอะไรก็ขอดูชมให้สมใจเพื่อเป็นวาสนาบุญตาด้วยเถิด ขอดูชมเฉย ๆ ไม่เอาไปหรอก”



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:23:53

อุโมงค์แก้วใต้น้ำโขง

เมื่อกล่าวจบลง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น พญางูใหญ่ลดหัวลงต่ำทันที มันเลื้อยเข้าไปข้างใน ตัวมันยาวใหญ่มาก หลวงปู่คำคะนิงยังคงยืนงุนงงถือเทียนเฉยอยู่

พญางูได้เอี้ยวคอหันมาดูแล้วผงกหัวให้คล้ายเป็นเชิงบอกให้ตามไป หลวงปู่คำคะนิงจึงถือเทียนเดินตามไปห่าง ๆ ลำตัวพญางูยาวคล้ายจะไม่สิ้นสุด ท่านเดินตามไปข้าง ๆ มัน

ครั้นแล้วมันก็หยุดลง ทำหัวก้ม ๆ เงย ๆ ลงที่พื้นถ้ำ 2  3 ครั้ง ตรงนั้นเป็นปากหลุมถ้ำดำมืด ท่านเข้าใจได้โดยวิถีจิตว่าพญางูบอกกล่าวไม่ให้ลงไปในปากถำหลุมดำมืดนั้น เพราะจะเป็นอันตรายให้ระวัง

จากนั้นพญางูได้เลื้อยตรงไปทางขวามือแล้วหันมาผงกหัวขึ้น ๆ ลง ๆ ให้ท่านเข้าไปดู เมื่อเข้าไปดูพบว่าตรงนั้นมีหินย้อยลงมาสวยงามมาก คล้ายม่านแพรริ้ว ๆ พญางูได้ยื่นหัวของมันชะโงกเข้าไปข้าง ๆ หินย้อยรูปม่าน

ปรากฏว่ามีรูใหญ่ดำมืด พญางูผงกหัวขึ้น ๆ ลง ๆ คล้ายจะบอกให้ลงไปในรูนี้ จากนั้นมันก็เลื้อยนำทางลงไปก่อน

ท่านถือเทียนจุดสว่างลงไปในรูนี้ตามหลังมันไป ทางลงราบรื่นเกลี้ยงเกลา เพดานและผนังอุโมงค์ทางลงกระทบแสงเทียน เป็นประกายระยิบระยับพร่างพรายไปหมด คล้ายแสงดาวนับแสนนับล้านดวงในท้องฟ้า บอกให้รู้ว่าเป็นพวกแร่ธาตุอัญมณี อุโมงค์ทางลงลาดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จากการกำหนดหมายจดจำไว้

หลวงปู่คำคะนิงเล่าว่า

อุโมงค์นี้พุ่งตรงไปยังด้านทิศตะวันออกคือแม่น้ำโขง อุโมงค์ยาวมาก เดินจนรู้สึกเหนื่อย เทียนหมดไปหลายเล่ม

เมื่อท่านหยุดยืนพักเหนื่อย พญางูก็จะหยุดบ้างแล้วเอี้ยวคอมาดูผงกหัวขึ้น ๆ ลง ๆ คล้ายบอกให้ตามไป ท่านก็ออกเดินต่อไปอีก กะว่าเดินไปหนึ่งวันเต็ม ๆ

ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นคูหาถ้ำกว้าง วิจิตรพิสดารด้วยหินย้อยเป็นหลืบฉากคล้ายท้องพระโรง มีแสงสว่างรุ่งเรืองอันเกิดจากหินย้อยเปล่งแสงคล้ายดวงดาว

ตอนนี้เทียนที่จุดสว่างนำทางได้ดับลง หลวงปู่คำคะนิงรู้สึกหายใจไม่ออก ไม่มีอากาศหายใจ จึงกำหนดจิตอธิษฐานขึ้นว่า

“โอ๊ย...ข้าน้อย...ขอให้ได้เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เถิด ข้าน้อยอยากเบิ่ง อย่าเพิ่งให้ตายเลย”

อธิษฐานจบก็มีอากาศหายใจอย่างสดชื่น รู้สึกร่างกายหายเหนื่อยกระปรี้กระเปร่าขึ้น ตอนนี้พญางูใหญ่ซึ่งหยุดดูอยู่ได้ผงกหัวขึ้น ๆ ลง ๆ ให้ตามไป

เมื่อออกเดินไปก็เห็นเพดานอุโมงค์ข้างบนเป็นหินสีขาวใสกระจ่างเหมือนกระจก กว้างประมาณยี่สิบวา มองขึ้นไปเห็นเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลเอื่อย เห็นท้องฟ้าอยู่เหนือน้ำด้วย

ความรู้สึกบอกว่า ข้างบนคือแม่น้ำโขง เวลานี้ท่านกำลังอยู่ในอุโมงค์แก้วเมืองบาดาลใต้แม่น้ำโขง

พญางูเลื้อยนำทางเข้าถ้ำโน้นออกถ้ำนี้ วกไปวนมาคล้ายรวงผึ้งยักษ์ แต่ละถ้ำสวยงามพิสดารด้วยหินงอกหินย้อย ตามผนังถ้ำรุ่งเรืองไปด้วยแสงแก้วมณีสีต่าง ๆ สว่างไสวเต็มไปหมด



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:25:24

เมืองใต้พิภพ

ไปเรื่อย ๆ 3 วัน 3 คืน ไม่ได้ฉันข้าวน้ำอะไรเลย แต่ไม่รู้สึกหิวโหยอ่อนเพลียแต่ประการใด กลับมีแต่ความรู้สึกอันสดชื่นเบิกบาน ร่างกายกระชุ่มกระชวยผาสุก อุโมงค์และคูหาถ้ำน้อยใหญ่ที่พญางูใหญ่นำเที่ยวดูชม ล้วนงามรุ่งเรืองตระการตา ทำให้เพลิดเพลินเจริญใจจนลืมเวล่ำเวลาที่ผ่านไปไม่รู้ตัว

จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำสายหนึ่งไหลเอื่อยอยู่ใต้พิภพ น้ำไม่ลึกมองเห็นกรวดทรายสีต่าง ๆ ระยิบระยับอยู่ใต้ขึ้นน้ำที่ใสกระจ่างปานกระจก พญางูใหญ่เลื้อยปราดลงไปในแม่น้ำแล้วหายวับไป. จะว่ามุดน้ำหนีไปก็ไม่ใช่เพราะจับตาดูอยู่ เป็นการหายไปเฉย ๆ คล้ายแสงไฟดับยังงั้นแหละ

หลวงปู่คำคะนิงตัดสินใจ เดินลุยน้ำข้ามไป พอหลวงปู่คำคะนิงขึ้นถึงฟากฝั่งตรงข้ามก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่า มีรอยมนุษย์เพิ่งขึ้นจากน้ำไปใหม่ ๆ รอยนั้นเปียกน้ำอยู่ แต่ไม่เห็นตัวคน

หลวงปู่คำคะนิงก็ล่วงรู้ได้ด้วยญาณว่า แม่น้ำสายนี้ เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ขวางกั้นด่านชั้นในเข้าสู่เมืองพญานาคใต้พิภพ เมื่อพวกพญานาคหรืองูใหญ่เลื้อยลงสู่แม่น้ำนี้แล้ว จะกลายร่างจากงูใหญ่เป็นร่างมนุษย์ไปในบัดดล

แน่แล้วพญางูผู้นำทาง จะต้องเป็นเจ้าของรอยเท้ามนุษย์เปียกน้ำ ท่านจึงออกเดินสะกดรอยนั้นไป แต่เพื่อป้องกันหลงทางในตอนขากลับ จึงได้เก็บเอาก้อนหินมาวางไว้เป็นเครื่องหมาย

เดินไปได้ไม่ไกลก็เห็นคูหาถ้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล เพดานถ้ำอยู่สูงลิ่วเป็นรูปโค้งคล้ายโดม แสงสว่างรุ่งเรืองสดใสคล้ายอาบด้วยละอองสีทอง ทำให้จีวรย้อมฝาดของหลวงปู่กลายเป็นสีทองเข้ม ไหลออกไปสุดสายตาเป็นแสงสว่างสีชมพูอ่อน ๆ สลัวหมอกมัวมองไม่ทะลุ

ภายในคูหาถ้ำแห่งนี้มีพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่สูงลิบลิ่ว เป็นทองคำทั้งแท่ง สุกปลั่งอร่ามพร่างพราย ชวนให้ตะลึงลาน รอบ ๆ องค์มหาเจดีย์ทองคำมีพระพุทธรูปทองคำตั้งเรียงรายไว้เป็นชั้น ๆ มากมายสุดคณานับ แต่ละชั้นทำด้วยหินผลึกสลักลายทองคำลวดลายละเอียดยิบ กระถางธูปและเชิงเทียนตั้งเรียงราย ตัวกระถางเป็นสีมรกตจางใสโตขนาดช่วงแขนโอบ

ภายในกระถางบรรจุไว้ด้วยทรายทองคำเต็มสำหรับปักธูปซึ่งจุดส่งควันกรุ่น มีกลิ่นหอมตลบอบอวลชื่นใจ เชิงเทียนเป็นมณีสีแดง เทียนที่จุดมีทั้งเทียนขาว เหลือง แดง

ถัดออกไปเป็นกำแพงแก้วล้อมรอบพระมหาเจดีย์ กำแพงแก้วฝังไว้ด้วยเพชรเม็ดใหญ่ ๆ ตามลวดลายกนกส่องแสงวุบวับเป็นประกาย ดุจดวงดาวนับหมื่นนับแสนดวงมาประดับไว้ ณ ที่นั้น

นอกกำแพงแก้วออกไปเป็นมหาวิหารคด และพระอุโบสถสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวประดับลวดลายด้วยเส้นลายทองคำฝังแก้วเจ็ดประการ งามรุ่งเรืองวิจิตรพิสดารน่าอัศจรรย์

“หลวงปู่ไม่ได้ฝันไปนะ ไม่ได้เข้าฌานถอดกายทิพย์ไป แต่ไปด้วยร่างกายแก่เฒ่าของปู่นี้แหละ หลวงปู่ยังเข้าไปโอบกอดพระมหาเจดีย์ทองคำเลย เป็นทองคำจริง ๆ เนื้อแน่นหนาทึบเย็นเหมือนน้ำ หลวงปู่ดูละเอียดหมด ยังได้จุดธูปเทียนในภาชนะแก้วทองสักการะเลย” หลวงปู่คำคะนิงกล่าวยืนยันเป็นถ้อยคำแข็งแรง



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:25:57

มนุษย์นาค

“หลวงปู่พบพระสงฆ์องค์เจ้าหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีพระเณร เงียบมาก เงียบจนกระทั่งหลวงปู่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังตึก ๆ หลวงปู่เดินเที่ยวดูหมด ไม่มีพระเณรเลยสักองค์จริง ๆ กุฏิหินอ่อนสีขาวหลังคาเป็นแก้วประพาฬปลูกไว้เรียงรายหลายสิบหลัง ปิดประตูหน้าต่างเงียบ คล้ายเป็นวัดร้าง” หลวงปู่กล่าว

“วัดนี้ไปอยู่ในถ้ำได้อย่างไรครับ”

“มีผู้สร้างขึ้นไว้ ไม่ใช่มนุษย์บนโลกสร้าง แต่ เป็นมนุษย์นาคสร้าง”

“มนุษย์นาค??”

“ก็พญานาคนั่นแหละ ที่นี่เป็นเมืองบาดาลของพวกพญานาค พวกเขานับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน พญานาคเป็นสิ่งมีชีวิตเร้นลับ เป็นกึ่งสัตว์เดรัจฉานและกึ่งเทพเจ้า มีมหิทธานุภาพมาก สามารถจำแลงกายเป็นชายหนุ่มละหญิงสาวสวยงามได้ ชอบทำบุญสร้างกุศลในพุทธศาสนา”

“หลวงปู่ทำไมไม่อยู่จำพรรษาที่นั่นล่ะครับ”

“อยู่ไม่ได้ เพราะหลวงปู่แค่ขออนุญาตเขาเข้าไปดูชมให้เป็นบุญหูบุญตาเท่านั้น”

“นอกจากวัดที่หลวงปู่เห็นแล้วมีอะไรอีกครับ”

“หลวงปู่เดินดูชมบริเวณวัดจนทั่วแล้วก็เลยไปทางสระใหญ่มีดอกบัวสีต่าง ๆ ขึ้นเต็ม ดอกบัวส่งกลิ่นหอมชื่นใจมาก มีสนามหญ้าสีเขียวตัดเรียบ มีสวนดอกไม้กว้างสุดสายตา แล้วก็มีทางเดินปูลาดด้วยแผ่นแก้วสีขาวหม่น ๆ สองข้างทางเป็นต้นไม้ทั้งดอกทั้งใบสีแปลก ๆ ลูกผลยั้วเยี้ยเลย ก็เลยเดินเข้าไปตามทางนี้ รู้สึกกว่ากลิ่นหอมของดอกไม้รุนแรงยิ่งขึ้น หอมจนฉุนกึ้กขึ้นจมูกเลย หลวงปู่รู้สึกวิงเวียน”



--------------------------------------------------------------------------------



ดาบสฤๅษี
“ก็พอดีเดินเข้าไปถึงเบื้องผาแห่งหนึ่ง มีขั้นบันไดหินทอดขึ้นไปสูงประมาณสองวา พบคนผู้หนึ่งนั่งอยู่เป็นพระฤๅษีดาบสผมยาว”

“พระฤๅษีหรือครับ”

“เป็นคนนี่แหละ แก่เฒ่าแล้ว ผมขาวยาวหนวดเครายาวถึงเอว นั่งพิงหมอนขวานใบใหญ่อยู่ใต้เงื้อมผา อาสนะที่นั่งเป็นเบาะปูลาด”

“หลวงปู่ก็นั่งลงยกมือไหว้ ตาแก่คนนั้นร้องห้ามหลวงปู่ไว้ ไม่ให้ไหว้ แกบอกว่า ข้าเจ้าไม่ใช่พระ อย่าไหว้ข้าเจ้าให้เป็นบาปเลย ข้าเจ้าเป็นตาปะโสหรือดาบสฤๅษี”

“ดาบสฤๅษีเป็นพญานาคแปลงกายหรือครับ”

“ไม่ใช่ ท่านบอกว่าท่านบวชเป็นพระฤๅษีดาบสมาได้ 3,000 ปีแล้ว บำเพ็ญศีลเจริญภาวนาอยู่ แก่งลี่ผี”

“เป็นไปได้หรือครับ ที่คนเราจะมีอายุถึงสามพันปี”

“พวกฤๅษีดาบสที่บำเพ็ญพรตเจริญภาวนาในพระธรรมจนบรรลุอภิญญาสมาบัติชั้นสูงพวกท่านย่อมมีอำนาจสามารถยืดอายุเวลาให้ยืนนานออกไปได้นับพัน ๆ ปี อันนี้หลวงปู่เชื่อว่าเป็นความจริง มันเป็นวิชชาลึกลับ”



--------------------------------------------------------------------------------



แก่งลี่ผี
“แก่งลี่ผีอยู่ที่ไหนครับ”

“แก่งลี่ผีอยู่ในแม่น้ำโขง เบื้องทิศใต้นครจำปาศักดิ์ลงไป แม่น้ำโขงแถว ๆ นั้นมีเกาะแก่งมากมายนับร้อย ๆ เกาะ แล้วมีภูเขาลูกหนึ่งขวางกั้นแม่น้ำโขงอยู่ แม่น้ำโขงไหลข้ามเขาไปกลายเป็นน้ำตกลงไป”

“ชาวบ้านเรียกว่าลี่ผี หมายถึงที่ดักปลาของภูตผี ท่อนซุงใหญ่ ๆ ขนาดหลายคนโอบตกลงไปในแก่งลี่ผีจะแหลกละเอียดหมด เรือแพผ่านเข้าไปไม่ได้ เป็นวังน้ำวนแก่งน้ำตกมฤตยู แล้วยังมีอุโมงค์ใต้น้ำ ให้น้ำโขงไหลลอดภูเขาด้วยหลายอุโมงค์”

“ภูเขาลูกนี้ลึกลับอาถรรพณ์ เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พวกฤๅษีชีไพรตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ชอบไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น เพราะเงียบสงบ คนไปรบกวนไม่ได้”

“ดาบสฤๅษีตนนี้ มาทำไมที่นี่ครับ”

“หลวงปู่ถามดูแล้ว ท่านดาบสผู้มีอายุยืนนานเล่าให้ฟังว่า พวกบังบดนิมนต์ท่านมาเทศนาธรรม”

“พวกบังบด คืออะไรครับ”

“หมายถึงพวกลับแลหรือพวกมีสภาวะเป็นทิพย์ อย่างพวกพญานาคนี้ก็ถือว่าเป็นพวกลับแลพวกหนึ่งได้เหมือนกันเพราะมีสภาวะทิพย์”

“พระฤๅษีดาบสบอกว่า ท่านมาเทศนาธรรมอบรมชาวลับแลได้สามวันแล้ว ต่อจากนั้นก็จะเดินทางไปบำเพ็ญเพียรอยู่ภูจอมทองฝั่งลาว”

หลวงปู่ถามว่า
“แล้วพวกชาวเมืองลับแลไปไหนหมด ทำไมไม่เห็นสักคนเดียว ท่านตอบว่า พวกชาวลับแลไม่อยากแสดงตัวให้เห็น หลวงปู่เลยบอกท่านว่า จะเข้าไปเที่ยวดูชมข้างในต่อไป ท่านได้ห้ามไว้”

“ทำไมพระฤๅษีถึงห้ามไว้ครับ”



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:26:40

กฎลึกลับ
“พระฤๅษีท่านบอกว่า ข้างในเป็นเวียงวังของพญานาค เป็นเขตอาถรรพณ์ หากมนุษย์เข้าไปแล้วจะต้องอยู่ที่นั่นเลย กลับออกมาไม่ได้ ถ้ากลับออกมาต้องตาย มนุษย์ที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ มีวิชาอาคม ได้ฌานสมาบัติ ถึงจะมีอำนาจต้านทานพิษร้ายแรงของพญานาคได้ แต่เมื่อเข้าไปแล้วต้องจำพรรษาอยู่ในเวียงวังพญานาคตลอดไป จะออกมาไม่ได้”

“ทำไมถึงกลับออกมาไม่ได้ ครับ”

“มันเป็นกฎลึกลับของบ้านเมืองบาดาลเป็นอย่างนั้น อย่างพระฤๅษีดาบสท่านมาจากแก่งลี่ผี ท่านก็ยับยั้งอยู่แค่เขตวัดมหาเจดีย์ทองคำนี้เอง ไม่เข้าไปในเขตเวียงวังของพญานาค ถ้าเข้าไปแล้วท่านว่าต้องอยู่เป็นสมภารเจ้าวัดในเมืองบาดาลตลอดไป กลับออกมาอีกไม่ได้ ดังนั้นพวกพญานาคจึงออกจากเวียงวังชั้นในมาฟังธรรมเทศนาของท่านที่ข้างนอกแห่งนี้”

“แล้วหลวงปู่ไปไหนอีก”

“พระฤๅษีดาบสท่านบอกให้หลวงปู่กลับ ท่านว่าหลวงปู่มาสามวันแล้ว อย่าอยู่นานกว่านี้เลยไม่ดี อาจแพ้พิษของพวกพญานาคได้ เพราะในอาณาเขตใต้พิภพเมืองบาดาลนี้ พวกพญานาคคายพิษอันตรายไว้ทั่วไป อากาศเป็นพิษกับมนุษย์และสัตว์ทั่วไป หลวงปู่ได้รับคำเตือนเช่นนั้นก็เลยกลับออกมา”.

“กลับออกมายังไงครับ”

“กลับออกมาทางเก่า พอข้ามแม่น้ำที่หลวงปู่ทำเครื่องหมายกองหินไว้ก็พบพญางูใหญ่ตัวนั้นอีก แปลกแท้ ๆ เขามารออยู่แล้วคล้ายรู้ว่าหลวงปู่จะกลับ”

“พญางูตัวนั้นนำทางอีกใช่ไหมครับ”

“เออ...ขากลับนี้เขาเลื้อยนำหน้าพากลับทางลัด เป็นอุโมงค์มีขั้นบันไดหิน สูงชันมาก สองข้างอุโมงค์มีแสงสว่างคล้ายแก้วระยิบระยับ แล้วก็มีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล หลวงปู่รู้สึกว่ามาประมาณเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว ในราวสักครึ่งชั่วโมงกระมั้ง”

“กลับมาถึงไหนครับ”

“ก็กลับมาถึงถ้ำมืดนั่นแหละ”

“หลวงปู่ไม่ได้ฝันไปแน่นะครับ ”

“จะฝันอะไร ก็หลวงปู่เดินไปนี้แหละ หลวงปู่ได้ไปเห็นมาจริง ๆ ก็เล่าให้พระสงฆ์องค์เจ้าด้วยกันฟังรู้กันหมด”



--------------------------------------------------------------------------------

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:26:57

อาจารย์คำดี
“คืออย่างนี้ หลวงปู่ลืมเล่าให้ฟังตอนแรก ทีแรกนั้นตอนจะได้ไปถ้ำมืด เพื่อค้นหาถ้ำเมืองพญานาคใต้บาดาล ท่านอาจารย์คำดี บ้านแก่งยาง พาพวกชาวบ้านจากจังหวัดศรีสะเกษมาไหว้หลวงปู่ มากันเต็มสองคันรถเลย”

“พวกอาจารย์คำดีอยากได้พระเครื่องของโบราณในถ้ำมืดไปบูชา แล้วก็มีพวกฆราวาสที่มาด้วย เป็นนักวิชาอาคมเก่งไสยศาสตร์ เขาอยากค้นหาเหล็กไหลในถ้ำมืดด้วย”

“ทีนี้ก็อยากจะให้หลวงปู่พาไปถ้ำมืด ลำพังพวกพระพวกโยมที่มาจากศรีสะเกษกลัวจะแพ้ภัยตัวเองเป็นอันตราย เพราะข่าวเล่าลือว่าถ้ำมืดศักดิ์สิทธิ์ เฮี้ยนหลาย เป็นเมืองลับแลมีงูใหญ่ตัวเท่าต้นตาลให้คนเห็นอยู่บ่อย ๆ พวกเขาหวังพึ่งหลวงปู่ในเรื่องนี้ ว่าคงจะช่วยคุ้มครองให้เขาได้”

“หลวงปู่ไม่อยากขัดศรัทธาก็เลยไป เพราะได้ตั้งใจไว้อยู่แล้วเหมือนกัน อยากจะไปพิสูจน์ความจริงเรื่องถ้ำมืดนี้”

“พวกที่ไปด้วย ทำไมไม่เข้าไปเที่ยวเมืองพญานาคกับหลวงปู่ละครับ”

“เขากลัวกัน ไม่กล้าเข้าไปด้วยกับหลวงปู่น่ะซี พวกเขาทำพิธีเซ่นสรวงสักการะเจ้าเขาเจ้าถ้ำกัน อ้อนวอนขอพระเครื่องพระบูชาของโบราณ และขอเหล็กไหลด้วย”

“หลวงปู่ไม่ยุ่งด้วยกับพิธีของเขา หลวงปู่ใช้สมาธิอธิษฐานธรรมตรวจสอบ”

“ทีนี้พวกเขาเกิดกลัวกันขึ้นมาเพราะมีนิมิตอะไรบางอย่างในพิธีของเขา รู้สึกว่าเขาจะพบนิมิตเป็นงูใหญ่น่ากลัวมาก พอหลวงปู่จะเข้าถ้ำลึก พวกเขาไม่ยอมเข้าไปด้วย หลวงปู่ก็ฉุดแขนพระอาจารย์คำดีจะให้มุดเข้ารูถ้ำไปด้วยกัน พระอาจารย์คำดีกลัวมาก ไม่ยอมเข้าท่าเดียว บอกว่าจะคอยอยู่ข้างนอกถ้ำมืด”

“เมื่อพวกเขากลัวกันไม่ยอมเข้าไปด้วย หลวงปู่ก็ไล่ให้พระอาจารย์คำดีพาญาติโยมทั้งหมดหนีไปให้ห่างไกล อย่าอยู่ใกล้ถ้ำมืดเป็นอันขาด เพราะหากมีอะไรออกมาแปลก ๆ เช่น พญางูใหญ่ออกมา จะทำให้พวกเขาตกใจกลัว อาจพากันวิ่งหนีด้วยความเสียขวัญตกเหวตกหน้าผาตายกันหมด”

“พวกเขาก็เชื่อ พากันรีบหนีออกจากถ้ำมืดไปคอยหลวงปู่อยู่ตั้งไกล สามวันให้หลัง เมื่อหลวงปู่กลับออกมาพวกเขาก็ยังคอยอยู่”

“หลวงปู่ไม่ได้อะไรออกมาฝากพวกพระอาจารย์คำดีบ้างหรือครับ อย่างเช่น พระเครื่องของโบราณ”

“ไม่มี......หลวงปู่ไม่เห็นมีพระเครื่องที่เขาอยากได้กัน อีกอย่างไม่กล้าหยิบเอาอะไรออกมา เพราะได้บอกเจ้าถ้ำเจ้าเขาแล้วว่า ไม่ต้องการอะไร อยากจะเข้าไปดูชมเพื่อเป็นวาสนาบุญตาเท่านั้น”

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 09:56:30

ชีวประวัติของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต แห่ง วัดพระยาทำ ผู้ทรงอภิญญาเป็นเอก ไม่แพ้เกจิอาจารย์ท่านใดในกรุงรัตนโกสินทร์นี้มาแล้ว จวบจนกระทั่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บรรดาศิษย์ทั้งหลายของท่านก็บังเกิดความว้าเหว่ประดุจนกที่ขาดร่มโพธิ์ร่มไทรเป็นที่พึ่งพิง หากทว่าได้ ท่าน มหาประทุม จินตคุโณ พระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาฯ ของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติมาแนะนำว่า ศิษย์ของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติที่เก่งขนาดท่านออกปากชมเชยยังมีอยู่อีกองค์หนึ่ง ซึ่งจะเป็นที่พึ่งแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติได้  พระภิกษุองค์นี้ หลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติเคยเรียกมาใช้แทนตัวท่านเองอยู่เป็นเนืองนิตย์ ในสมัยที่ท่านยังอยู่วัดอินทารามตลาดพลู ครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่พระภิกษุองค์ดังกล่าวท่านชอบออกธุดงค์หาความวิเวกเสมอมา ในระยะหลังบรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติ จึงไม่ค่อยจะได้รู้จักท่าน



{:4_95:}

rmn โพสต์เมื่อ 17-7-2011 10:02:16

ปัจจุบันนี้ท่านพำนักอยู่ที่วัดโพธิคุณ (สวนโพธิญาณ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ท่านผู้นี้คือ ท่านพระอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ

{:4_185:}

ณัฏฐวิธัน โพสต์เมื่อ 17-7-2011 11:01:14

สาธุค่ะ ที่นำข้อมูลดีๆมาให้อ่าน

หลังเขา โพสต์เมื่อ 17-7-2011 16:58:56

เรา รูจักค่ะ วัดโพธิคุณ เป็นวัดที่มีโบสถ์ วิหาร สวยงามมาก หลวงพ่อท่านชราภาพมากแล้วค่ะ แต่ท่านดูท่าทางสง่า  สวยงามมากค่ะ

เบ็น โพสต์เมื่อ 20-7-2011 23:00:35

ดีมากครับเป็นประโยชน์มากครับ
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: ณ ดินแดนโบราณถ้ำรูปลับแลนครอันศักดิ์สิทธิ์กลางป่าลึก (ขอให้ตั้งใจ...!)